วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

'ปณต จิตต์การุญ' ปั่น 'กำไร' ตีแตก 'วิกฤติซับไพร์ม'

เทรดเดอร์หนุ่มไร้ใบปริญญาวัย 31 ปี เคยสร้างผลงานบริหารพอร์ตเอาชนะ 'วิกฤติซับไพร์ม' มาแล้ว! เขาไม่ต่างจาก 'แจ็คผู้ฆ่ายักษ์' ผู้คิดค้นวิธีการเทรดด้วยสูตรเฉพาะตัว


ผู้ก่อตั้ง Mudley Group “ต้าน” ปณต จิตต์การุญ หนุ่มวัย 31 ปีที่เรียนไม่จบแม้ปริญญาตรี "วิศวะฯลาดกระบัง" ยอมทิ้งอนาคต "วิศวกร" ขณะเรียนชั้นปีที่ 4 ลาออกกลางคันบินไปฝึกฝนวิธีการเทรดที่สหรัฐอเมริกา ไม่มีใครหยุดความฝันของเขาได้!!!
ตอนที่แล้วกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ได้ปูพื้นที่มาที่ไปของเด็กหนุ่มผู้นี้ไปบ้างแล้ว ในวัยเด็กเขาเป็น "เซียนหมากรุก" ที่พ่อพาตะเวนไปล่ารางวัล ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเคยชนะเลิศการแข่งขัน University Stock Competition (ปี 2002) ของตลาดหลักทรัพย์ ต่อมามีนักลงทุนต่างชาติเห็นแววชักชวนไปฝึกวิชา "เทรดเดอร์" ที่อเมริกา เคยร่วมงานกับกองทุน Altera Partners Management ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดตั้งกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์) จดทะเบียนที่เกาะเคย์แมน ผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจให้เด็กหนุ่มคนนี้มากที่สุดก็คือ บริหารพอร์ตให้มีกำไรท่ามกลางวิกฤติซับไพร์มช่วงปี 2551

ปณตเริ่มต้นอธิบายทฤษฎีการลงทุนส่วนตัวที่เขาซุ่มพัฒนามานานนับสิบปีว่า คนทั่วไปมักจะลงทุนด้วยเงินทั้งก้อน ลงทุนแบบนี้มันสุดโต่งเกินไป วิธีที่ผมใช้จะค่อยๆ ลงทุนทีละส่วนเท่ากับว่าเราจะมี "กระสุนใส่ได้ตลอดเวลา" และมีโอกาสที่จะเทรดได้ทุกวัน กระแสเงินสดที่ใส่ลงไปเพิ่มทุกๆ ครั้งจะไปชดเชยมูลค่าพอร์ตที่ลดลงไปได้
เขาบอกว่า ถ้าหากรู้ว่าลงทุน "ผิดทาง" ทางแก้ไขคือการ Cut Loss วิธีคิดของคนส่วนใหญ่จะ Cut Loss ต่อเมื่อเขาสามารถ “ซื้อกลับ” ได้ในราคาที่ “ถูกกว่า” แต่ความจริงก็คือ เราไม่สามารถคาดเดาตลาดได้อย่างแม่นยำ ถ้าเรา Cut Loss แล้วหุ้นขึ้นแปลว่าเราต้องหาโอกาสใหม่ที่จะได้เงินส่วนนั้นกลับคืนมา
"วิธีการของผมจะต้องหาทางทำให้เราไม่ต้อง Cut Loss มาก เพราะฉะนั้นผมจะต้องไม่ทุ่มลงทุนแบบสุดโต่ง และต้องมีโอกาสสร้างกระแสเงินสดได้ตลอดเวลา กองทุนฝรั่งบางกองเขาใช้วิธีเทรดได้ทุกวัน สร้างกระแสเงินสดขึ้นมาชดเชยส่วนที่เสียไป ถ้าเราชดเชยไปเรื่อยๆ ผลตอบแทนจะกลับคืนมาเอง...จอร์จ โซรอส ยังบอกเลยว่าขอป้องกันเงินทุนก่อน เขาจะลงทุนหนักๆ ต่อเมื่อมีกำไรแล้วเอากำไรไปเพิ่ม leverage ขอกำไรจากโฮมรัมเพียงครั้งเดียว สไตล์ของเขาจะไม่เอาเงินต้นมาเล่น หลายกองทุนก็ทำแบบนี้”

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐีชี้ทางรวย




คนส่วนใหญ่มีความต้องการที่เหมือนๆกันอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ อยากรวย เพราะมักคิดว่าการมีเงินมากๆ จะเปิดโอกาสให้ได้ในสิ่งที่อยากได้ จึงมีหนังสือมากมายพิมพ์ออกมาขาย โดยที่ผู้เขียนหวังจะให้ผู้อ่านใช้เป็นคู่มือในการเรียนรู้ เพื่อสร้างความร่ำรวย รวมทั้งเรื่อง The Richest Man in Babylon ของ George S. Clason ผู้ก่อตั้งบริษัททำแผนที่เคลสัน

หนังสือเล่มเล็กๆนี้ พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งนับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว และมีความพิเศษกว่าเล่มอื่นๆ เพราะเป็นหนังสืออ่านประกอบสำหรับวิชาวางแผนทางการเงินในสหรัฐอเมริกา ณ วันนี้มียอดจำหน่ายแล้ว กว่า 2 ล้านเล่ม

คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่า บาบิโลน เป็นเมืองโบราณที่ร่ำรวยจากน้ำมือมนุษย์ล้วนๆ เพราะตั้งอยู่ในหุบเขาอันแห้งแล้ง บนลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส หรือในอิรักปัจจุบัน นอกจากจะไม่มีแม้แต่ก้อนหินที่ใช้ในการก่อสร้างแล้ว ยังไม่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่นั่นคือ การสร้างระบบชลประทาน เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำมาใช้ในการเพาะปลูก การสร้างเขื่อนและคลอง เป็นประดิษฐกรรมทางวิศวกรรมชิ้นแรกๆของโลก

นอกจากความก้าวหน้าทางวิศวกรรมแล้ว บาบิโลน ยังเป็นแหล่งกำเนิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกด้วย เช่น สัญญาทางการค้า การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และโฉนดที่ดิน เชื่อกันว่า บาบิโลน มีพ่อค้าที่มั่งคั่งและนักการเงินที่ชาญฉลาด จึงเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในยุคโบราณ

การที่ผู้เขียนใช้เมืองนี้เป็นฉากอาจเพื่อบอกเป็นนัยว่า การวางแผนและการจัดการทางการเงินนั้นไม่มีกาลเวลา นั่นคือไม่มีทันสมัยหรือล้าสมัย อะไรที่เคยเป็นสัจธรรมในอดีตเมื่อ 8,000 ปีก่อนก็ยังคงเป็นสัจธรรมที่นำมาปฏิบัติได้ในปัจจุบัน

หนังสือเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ที่ผู้เขียนใช้นิทานเป็นสื่อในการถ่ายทอดเรื่องราวทางการเงิน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 11 บท ครอบคลุมประเด็นหลัก 7 ประเด็น ซึ่งเรียงกันตามการนำเสนอในหนังสือ คือ บทเรียนแรกของการเรียนรู้ วิธีการสร้างความร่ำรวย วิธีการแก้ไขความยากจน การเตรียมตัวเพื่อรับความโชคดี กฎทองห้าข้อ กฎการลงทุน และการวางแผนสู่ความสำเร็จ

ผู้เขียนเปิดประเด็นเกี่ยวกับบทเรียนแรกของการเรียนรู้โดยการแนะนำตัวละคร 2 ตัว ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ โคบี นักดนตรี และ บันเซอร์ ผู้มีอาชีพทำรถม้า วันหนึ่งทั้งสองปรับทุกข์ให้กันฟังว่า ไม่ว่าจะขยันทำมาหากินเท่าใด ก็ยังไม่สามารถพ้นจากสภาพความยากจนข้นแค้นได้ ไม่ทราบว่าจะมีหนทางใดจึงจะพ้นจากสภาพนี้

'เทรดเดอร์..ไร้ปริญญา


'เทรดเดอร์..ไร้ปริญญา''ปณต จิตต์การุญ' ผู้หาญตั้ง 'เฮดจ์ฟันด์'

เปิดตัว 'ปณต จิตต์การุญ' เทรดเดอร์หนุ่มวัย 31 ปี คนไทยผู้หาญกล้าตั้ง 'เฮดจ์ฟันด์' ลงทุนทั่วโลก ทิ้งใบปริญญา ค้นหาความฝันที่ยิ่งใหญ่

"ต้าน" ปณต จิตต์การุญ เทรดเดอร์หนุ่มวัย 31 ปี ร่วมกับ ณสุ จันทร์สม อดีตผู้จัดการกองทุนชื่อดัง อยู่ระหว่างจัดตั้ง "เฮดจ์ฟันด์" จดทะเบียนที่ "เกาะเคย์แมน" ซึ่งเป็น "ธุรกิจต้องห้าม" ที่ ก.ล.ต.ไทยยังไม่อนุญาต เนื้อหาชีวิตของเด็กหนุ่มผู้นี้นับว่าน่าสนใจ และพลาดไม่ได้ที่จะติดตาม 
 
เมื่อสองปีก่อนทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ไปพบ Blog ของนักเล่นหุ้นคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Mudley Group เนื้อหาในนั้นเต็มไปด้วยวิธีการ "เทรด" สไตล์ “เฮดจ์ฟันด์” ค่อนข้างแปลกใหม่และน่าสนใจ จึงมีการติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อขอพูดคุยด้วย! แต่ปลายสายตอบกลับมาว่า...ผมยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัวเองตอนนี้ครับ!!!
วันนี้เขาตอบตกลงที่จะให้สัมภาษณ์สื่อเป็นครั้งแรก ทีมข่าว "บิซวีค" มีนัดหมายกับเทรดเดอร์หนุ่มที่ออฟฟิศย่านถนนสุขุมวิท โดยมี ณสุ จันทร์สม อดีตผู้จัดการกองทุนชื่อดัง ที่ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเจ้าของบริษัทจัดการลงทุน Tranquility Asset Management ที่สิงคโปร์ ร่วมวงสนทนาอยู่ด้วย
“เรากำลังจะจัดตั้งกองทุนในต่างประเทศแต่กำลังหาทางนำมาเสนอให้นักลงทุนไทยด้วย จะเรียกว่าเป็นเฮดจ์ฟันด์หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียกกัน” ณสุ เริ่มต้นขึ้น
อดีตผู้จัดการกองทุนคนดัง เล่าว่า ปัจจุบันตนเองนั่งบริหารอยู่ที่สิงคโปร์แต่มีออฟฟิศที่กรุงเทพฯด้วย คอยบริหารกองทุนที่ไปจัดตั้งบน “เกาะเคย์แมน” ลงทุนทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทยด้วย ได้มีโอกาสรู้จักกับ ปณต จิตต์การุญ เมื่อสองปีก่อนเพราะได้ดีลงานกัน ชอบวิธีการลงทุนของเขาเลยให้เงินทุนและแนะนำลูกค้ารายใหญ่ให้
จุดเด่นของปณต เขาไม่สนใจว่าจะทำกำไรได้มากหรือน้อย เขาจะสนใจในการป้องกันการขาดทุน เวลา บลจ.ไทยลงทุนถ้าตลาดลง 10% แต่บริหารขาดทุนแค่ 5% ถือว่า "ชนะตลาด" แต่ลูกค้า "ไม่ปลื้ม" แต่ปณตหาวิธีให้เขามีกำไรตลอด...เมื่อเห็นฝีมือ ณสุ จันทร์สม จึงอาสามาเป็น "พี่เลี้ยง" ช่วยปณตจัดตั้งกองทุนของตัวเองพร้อมสนับสนุนเงินลงทุนเริ่มต้นหลัก “ร้อยล้านบาท” แต่กองทุนนี้ไม่ผ่านสำนักงาน ก.ล.ต.ของไทย โดยไปจดทะเบียนที่เกาะเคย์แมน แล้วไปจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีกับคัสโตเดี้ยน มาช่วยงานหลังบ้าน
“ผมให้เงินปณตกับคนสิงคโปร์คนหนึ่งมาบริหารพอร์ตให้ผม อีกคนเขาเคยทำงานอยู่กองทุน GIC จะมาดูพอร์ตลงทุนในเอเชียให้ผม ส่วนปณต ผมจะพยายามให้มาขายนักลงทุนไทยให้ได้แม้จะยากในการนำเงินออกไปข้างนอก แต่สักวันจะต้องมีคนรู้จักชื่อกองทุนของเรามากขึ้น อีกหน่อยพวกโบรกเกอร์, กบข., ประกันสังคม อาจเป็นลูกค้าเราก็ได้เพราะผมมั่นใจว่าของเราเจ๋งจริง” ณสุ ถือโอกาสโฆษณากองทุนที่เขาเป็นโต้โผใหญ่
อดีตผู้จัดการกองทุนคนดัง กล่าวว่า กองทุนของเขาที่มีปณตเป็นผู้บริหาร อยู่ระหว่างแก้ไขเนื้อหาในเอกสารบางส่วน น่าจะเสร็จใน 2-3 เดือนนี้ คนไทยที่อยากลงทุน (ซื้อหน่วยลงทุน) อาจต้องไปซื้อในต่างประเทศจะให้ผ่าน ก.ล.ต.ไทยคงยากมีข้อจำกัดเยอะ โดยเจ้าตัวยืนยันว่ามีคนไทยไปจัดตั้งกองทุนลักษณะนี้ที่เกาะเคย์แมนเยอะแยะ คนไทยที่มีเงินอยู่ต่างประเทศก็หาซื้อได้

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คุณค่าของความคลั่งไคล้




โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมอยู่ในวงการหุ้นและตลาดหุ้นมานาน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็น คือ หุ้นบริษัทที่ผลิตและขาย หรือให้บริการสินค้า ที่ลูกค้าบางส่วนมีความนิยมสูงมาก

หรือสูงขนาดที่เรียกว่า "คลั่งไคล้" หรือ "เสพติด" มักจะมีราคาดี คือ มีค่า PE สูง และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงต่อเนื่องยาวนาน ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อย เมื่อเทียบกับหุ้นทั่วๆ ไป ลักษณะของบริษัท หรือสินค้าเหล่านี้ คือ มี "สาวก" ที่เหนียวแน่น  
 
พวกเขามีความต้องการสินค้าของบริษัทสูง พวกเขาอยากใช้สินค้าของบริษัทด้วยเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะเหตุผลทางด้านจิตใจมากกว่าสินค้าของบริษัทอื่น ที่ขายสินค้าแบบเดียวกัน ความคลั่งไคล้ของสินค้าของบริษัทนั้น แสดงออกให้เห็นเวลาที่พวกเขาไปซื้อของ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่เวลาเราเห็น เรามักจะรู้สึกได้ ลองมาดูกันว่าสินค้าประเภทไหนบ้างที่คน "คลั่งไคล้" 
 
ก่อนอื่นผมอยากจะเริ่มจากผู้หญิงกับเด็ก เพราะนี่คือ ยอด "นักช้อป" และสินค้าที่พวกเขา คลั่งไคล้ คือ สินค้าแฟชั่นที่สวยงาม และแสดงสถานะที่เริ่ดหรูและ "มีระดับ" ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น กระเป๋าถือของหลุยส์วิตตอง เสื้อผ้าของร้านที่มีชื่อเสียงออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง ผู้หญิงจำนวนมากที่มีรายได้ค่อนข้างสูง ต่างก็เรียกหาที่จะต้องมีไว้ครอบครอง บางครั้งแม้จะต้องเข้าคิวและ "ยื้อแย่ง" เพื่อจะได้คอลเลคชั่นใหม่ที่เพิ่งออกมาก็ยอม   
 
ส่วนเด็ก อาการความคลั่งไคล้ อาจไม่ติดยึดกับบริษัทมากเท่าตัวสินค้า และการสังเกตต้องติดตามเป็นระยะ เพราะมักเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สินค้าที่พวกเขาคลั่งไคล้ อาจเป็นตุ๊กตารุ่นใหม่ รองเท้ากีฬาบางแบบ เกมคอมพิวเตอร์  และอาจเป็นร้านค้า หรือร้านอาหารที่เด็กร้องขอที่จะเข้าไปใช้บริการ จนเราสังเกตได้ การติดตามหาสินค้า หรือบริษัทเหล่านี้ การสังเกตและใช้ "ความรู้สึก" จะช่วยให้เราได้พบหุ้นก่อนคนอื่น
 
ถัดจากผู้หญิงและเด็ก คือ ผู้ชาย ซึ่งความคลั่งไคล้อาจไม่สูงเท่า แต่พวกเขา "ติด" อะไรหลายๆ อย่าง สินค้าแรกที่โดดเด่นมาก คือ บุหรี่ นี่คือ สุดยอดของสินค้าที่ทำเงิน "มโหฬาร" แม้กำลังถูก "ต่อต้าน" โดยภาครัฐและสังคมทั่วโลก สินค้าที่คนบางคนอาจจะติดแต่คนส่วนมากอาจแค่ "คลั่งไคล้" เล็กน้อย คือ เหล้าเบียร์และสินค้าที่มีแอลกอฮอล์ นี่เป็นสินค้าที่คนดื่มอาจจะติดรสชาติของสินค้าบางยี่ห้อ ที่ทำให้มีค่าสูงกว่าปกติ เช่นครั้งหนึ่งยี่ห้อจอห์นนี่วอล์คเกอร์ก็ค่อนข้างดังมากในย่านเอเชีย แต่เดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นยี่ห้อไหน  
 

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิกฤติการณ์คือโอกาสของการลงทุน

ช่วงนี้โลกเราเกิดปัญหาเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน เดือนที่แล้วประเทศกรีซเจอปัญหาหนี้สินสาธารณะก่อนโต    ทำให้ประเทศในสหภาพยุโรป1ต้องร่วมยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยด่วนก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจลุกลามไปยังประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน นอกจากกรีซแล้วยังมีโปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ และสเปน ที่เจอปัญหาหนี้สาธารณะมหึมา ประเทศทั้ง 5 นี้ได้ฉายาเป็นกลุ่มประเทศลูกหมูหรือ PIIGS (เอาอักษรตัวแรกของแต่ละประเทศมาเรียงกัน) ชื่อน่ารักดีครับ แต่หากปัญหาหนี้สาธารณะครั้งนี้ไม่ได้รับการแก้ไข มันจะน่ากลัวตรงกันข้ามกับชื่อเลยทีเดียว

เท่าที่ผมจำได้ผมเห็นวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกปี 2540 “Tomyumkung Crisis”เกิดที่ประเทศไทยโดยมีอินโดนีเซียและเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาด้วย ถัดมาในปี 2551 เกิด “Hamburger Crisis” จากปัญหาหนี้เสียภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกบอกว่าเจ้าวิกฤติแฮมเบเกอร์นี้เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในช่วง 90 ปีของโลกเลยทีเดียว (ก็แหงเหนาะ GDP ของสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1ของโลก ถ้าอเมริกาทรุด โลกทั้งใบก็เป๋ตามอยู่แล้ว) ผ่านไปแป๊บเดียวแบบตดยังไม่ทันหายเหม็นต้นปี 2553 ก็เกิด “Greece Crisis” ในยุโรปและหลายคนก็กลัวว่าไอ้ที่เห็นตอนนี้มันแค่น้ำแข็งที่อยู่พ้นน้ำขึ้นมา ไอ้ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำนี่นะซิ!! ทำไมนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ถึงได้กลัวว่าวิกฤติกรีซจะกลายเป็นปัญหาใหญ่โตหากทุกประเทศในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาไม่ร่วมด้วยช่วยเหลืออย่างจริงจัง
มาดูตัวเลข GDP ปี 2009 ของกลุ่มประเทศที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้ง 3 ครั้งครับ
เปรียบเทียบตัวเลข GPD แล้ววิกฤติต้มยำกุ้งเด็กไปเลยเมื่อเทียบกับวิกฤติแฮมเบเกอร์ ลองคิดดู เล่นๆ นะครับหากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุดถ้าประเทศในสหภาพยุโรปติดเชื้อวิกฤติกรีซละก็ กรี๊ด...สะเทือนซางแน่ๆ เพราะดูจาก GDP รวมของสหภาพยุโรปแล้วใหญกว่าของอเมริกาด้วยซ้ำ
มามองโลกในแง่ดีกัน พวกเราหลายคนโชคดีมากที่ในชีวิตได้เห็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ๆ ของโลกถึง 3 ครั้งในช่วงเวลาไม่ถึง 15 ปี (ไม่เสียชาติเกิดจริงๆ) เป็นสัจธรรมชัดเจนข้อหนึ่งเลยว่า “ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดกับการเปลี่ยนแปลง” จำได้ว่าตอนวิกฤติต้มยำกุ้งหลายคนพลิกวิกฤติเป็นหน้าผาลาโลกไปแล้ว ส่วนหลายคนยืนระยะได้ด้วยความเข้มแข็งก็กลับมารวยอีกครั้ง ถ้าเราทำใจนิ่งๆ มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นกลางไม่ตื่นตระหนกไปตามกระแส ดูทุกอย่างตามความจริง วิกฤติเศรษฐกิจนี่แหละคือโอกาสที่ดีที่สุดในการลงทุน อย่าให้เงินของคุณมันนอนนิ่งๆ ในธนาคารครับ ให้มันทำงานทดแทนบุญคุณเราบ้าง ให้คุ้มค่ากับที่เราอุตส่าห์ขยันอดออมหามันมา
ก่อนจะว่าด้วยเรื่องการลงทุน ขอขึ้นต้นด้วยธรรมเนียมปฏิบัติสุดฮิตเพื่อปัดสวะความรับผิดชอบทั้งปวงให้พ้นตัวก่อนครับ...ฮาาา


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้อ่านต้องใช้วิจารณาญานก่อนตัดสินใจลงทุน

อย่างแรกที่น่าลงทุนคือบ้าน ใครคิดจะกู้ซื้อบ้าน ช่วงนี้นับเป็นเวลาที่ดี เพราะดอกเบี้ยต่ำ มีบ้านให้เลือกในตลาดเยอะ ทั้งโครงการใหม่และบ้านมือสอง ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่คิดจะมีบ้านเป็นของตัวเองซะที (ใครที่มีบ้านแล้วแต่อยากลงทุนในบ้านเล็กบ้านน้อย ให้กลับไปอ่านคำเตือนข้างบนอีกรอบนะครับ) ในที่นี่ผมมองในแง่การซื้อบ้านเพื่อเป็นเจ้าของและอยู่อาศัยเองนะครับ แต่ถ้าจะซื้อเพื่อการลงทุนให้ได้ผลงอกเงย ผมว่าบ้านไม่ใช่ทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ที่ดินต่างหากที่ใช่ เพราะบ้านไม่ได้มีราคาเพิ่มขึ้นตามอายุการใช้งาน ที่ดินต่างหากที่ขึ้น ไม่ใช่ตัวบ้าน ถ้าเรามองการตลาดของการขายบ้านปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าเขาเน้นขายที่ตัวบ้าน (รวมทั้งคอนโดและทาวน์โฮมต่างๆ) คนขายจะเน้นเสมอว่าเดินทางสะดวก ใกล้ที่นู้นที่นี่ แต่ที่ดินจริงๆ ได้ผืนเล็กนิดเดียว ดูแล้วไม่ใช่การลงทุนที่คุ้มค่าเลย แต่ถ้าซื้อเพื่ออยู่อาศัยละก็ ช่วงวิกฤตินี่แหละน่าซื้อบ้านที่สุด

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความเป็นอิสระทางการเงิน.. คุณอยากได้ไหม ?



สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็น.. นักลงทุนรุ่นใหม่ หรือเป็น..นักลงทุนมือใหม่ ผมมีตัวอย่างที่เกี่ยวกับการแสวงหาความเป็นอิสระทางการเงินของคนรุ่นใหม่หรือมือใหม่..มาฝากครับ ผมเพิ่งรู้จักกับน้องคนหนึ่งที่ชื่อว่า คุณณัฐชาต คำศิริตระกูล มีชื่อเล่นว่า กานต์

กานต์ เป็นเพื่อนรุ่นน้องวิศวะของผม เขาจบมัธยมปลายที่ขอนแก่นและจบปริญญาโทวิศวะโยธา จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยพื้นเพฐานะทางครอบครัวจะพอมีพอกิน..ไม่ได้ร่ำรวย แต่พอมีกำลังที่จะส่งลูกชายให้เรียนต่อจนจบปริญญาโทได้ กานต์ได้ทำงานในบริษัทวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย หลังจากทำงานไปได้เพียงปีเดียว เขาก็นำเงินที่ประหยัดได้ทั้งหมดในการทำงานปีแรกประมาณ 2 แสนบาทไปลงทุนซื้อหุ้น แต่ทุกวันนี้หลังจากที่กานต์ทำงานไปได้ประมาณ 8 ปี เขาได้ลาออกจากงานไปแล้ว และได้เงินมาหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เกิดจากการทำงานและนำไปลงทุนตลอดเวลา ชีวิตของกานต์จึงเป็นชีวิตที่น่าสนใจ ซึ่งผมอยากจะถ่ายทอดอุปนิสัยที่ดีๆของเขา..ในมุมมองของผม มาให้คุณผู้อ่านได้อ่านดังนี้ครับ



หนึ่ง ความอยากรวยเร็ว
อาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวของกานต์มีกำลังที่จะส่งให้ลูกชายเรียนจบเท่านั้น แต่ไม่สามารถให้เงินทุนแก่ลูกชายเพื่อไปประกอบกิจการได้ ดังนั้นชีวิตของกานต์จึงเริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีวิชาความรู้เป็นสะพานที่จะไปแสวงหาความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Moneyball เกมล้มยักษ์ บทเรียนการลงทุนผ่านสนามเบสบอล (1)


ก่อนอื่นของบอกผู้อ่านไว้ก่อนเลยว่าถ้าใครยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำให้เลิกอ่านบทความของผมเดี๋ยวนี้ รีบไปหา DVD หนังเรื่องนี้มาดูแล้วค่อยกลับมาอ่านบทความของผมต่อ ถ้าคุณยังไม่อยาก...เสียอรรถรสจากดูหนังที่ผมคิดว่ามีสาระเกี่ยวกับการลงทุนมากที่สุดเท่าที่เคยดูมา ถ้าท่านเคยดูแล้ว หรือคิดว่าจะไม่ดูแน่ๆก็เชิญอ่านต่อไปได้ครับ

Moneyball เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game ซึ่งเขียนเกี่ยวกับชีวประวัติจริงๆของ Billy Beane ผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอล Oakland Athletics ในช่วงปี 2002 หลังจากทีม Athletics พ่ายแพ้แก่ New York Yankees ในปี 2001 Beane ต้องทนเห็นซุปเปอร์สตาร์ในทีมทยอยเดินจากทีมไปอยู่กับทีมที่เงินหนากว่า ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัด การจะหาผู้เล่นระดับท๊อปมาแทนที่ก็เป็นไปไม่ได้ แค่การรักษาผู้เล่นเก่าก็ยากแล้ว Beane ไม่สามารถเล่นตามเกมของทีมเงินหนาอย่าง Yankees ได้จึงจำเป็นต้องหาวิธีการทำทีมใหม่เพื่อสู้กับทีมที่มีงบประมาณมากกว่า 3 เท่า (41 ล้านเหรียญกับ 125 ล้านเหรียญ)

Peter Brand นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มจบใหม่เสนอวิธีการจัดหาผู้เล่นที่เหมาะสมเข้าทีมในรูปแบบที่วงการเบสบอลไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเสนอให้มองข้ามรูปลักษณ์ที่เห็นอยู่ภายนอก ด้วยการนำเอาสถิติของผู้เล่นแต่ละคนในด้านต่างๆมาพิจารณา แล้วเลือกผู้เล่นจากสิ่งที่ทีมอยากได้จากเขาเหล่านั้นจริงๆ

วิธีการทั่วๆไปที่แมวมองเบสบอลสมัยนั้นใช้จะเป็นการพิจารณาแบบผิวเผิน เช่น ดูจากการทำแต้ม สถิติการขว้าง หรือสถิติการตี รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ความเป็นดาราดึงดูดแฟนเบสบอลเข้าสนาม ดูหน่วยก้าน หรือกระทั่งดูแฟน (ถ้านักเบสบอลคนไหนแฟนสวย แสดงว่ามีความมั่นใจสูงถึงกล้าจีบคนสวย) ผลก็คือแมวมองเหล่านี้ก็มันจะมาสนใจนักเบสบอลคนเดียวกัน ส่งผลให้ค่าตัวของนักเบสบอลเหล่านั้นพุ่งสูงเกินจริง ทั้งๆที่ทีมอาจไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่า นี้ก็ได้ ทีมเบสบอลมี Pitcher ขว้างได้ครั้งละคน มี Butter ตีได้ครั้งละคน คนทำแต้มได้ไม่ใช้คนตีโดน หรือขว้างดี แต่เป็นคนที่ทำเบสได้มากที่สุดต่างหาก

Brand นำเอาสถิติต่างๆมาพิจารณาอย่างละเอียด แล้วเลือกผู้เล่นที่ทำได้ดีที่สุดในสิ่งที่แผนการเล่นของทีมต้องการ เขาไม่ได้เลือกนักเบสบอลที่ทำแต้มได้มากที่สุด แต่เขาเลือกคนที่ทำเบสได้มากที่สุด เขาไม่ได้เลือกคนที่ตีแม่นที่สุด แต่เขาเลือกคนที่เอาฟาวล์จากคู่แข่งได้มากที่สุด เขาไม่ได้เลือกคนที่ขว้างแรงที่สุด แต่เขาเลือกคนที่ท่าขว้างประหลาดที่สุดจนคู่แข่งจับทางไม่ได้ ทำให้ทีมของ Beane เต็มไปด้วยนักเบสบอลที่เข้าข่าย “ประหลาด” แต่ค่าตัวถูก เช่น แก่เกินแกง หัวเข่าไม่สมบูรณ์ หรืออ้วนลงพุง เป็นต้น ในจำนวนนี้บางคนต้นสังกัดเดิมถึงกับยอมออกค่าเหนื่อยช่วยเพื่อผลักไสให้ไปพ้นๆทีมเสียด้วยซ้ำไป


ในช่วงต้นฤดูกาล 2002 ผลงานของทีมประหลาดของ Beane ย่ำแย่ถึงขีดสุด พ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องลงไปกองบ๊วยของ Major League นั่นเพราะโค้ชของทีมไม่ได้ศรัทธาในแนวทางของ Beane จึงยังจัดผู้เล่นลงสนามแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับผู้เล่นที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อให้เล่นตามแผนการเล่นของ Beane และ Beane เองก็ไม่สามารถก้าวก่ายอำนาจของโค้ชในการจัดทีมลงสนามได้ จนในที่สุด Beane ตัดสินใจล้างบางผู้เล่นในสไตล์ “แบบดั้งเดิม” เขาทำกระทั่งปล่อย Carlos Pena ซึ่งเป็นซุปเปอร์สตาร์คนสุดท้ายของทีมออกไปเพื่อกดดันให้โค้ชจัดทีมลงสนามตามปรัชญาของเขา