วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Panic



นักลงทุนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานสิ่งหนึ่ง ที่เขาจะต้องพบคือ ตลาดหุ้นเกิด "Panic" ซึ่งถ้าแปลตรงตัว คือ ตลาดหุ้นเกิดอาการ "ตกใจกลัว"
หรือ "อกสั่นขวัญหาย" เป็นอาการที่ราคาหุ้นทั้งตลาด หรือหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งตกลงมาอย่างหนักในระยะเวลาอันสั้น เช่น ภายในวันเดียวดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาถึง 5% หรือถึง 10% และทำให้ตลาดหุ้นต้องพักการซื้อขายเพื่อให้คน "หายตกใจ" และมีเวลาพินิจพิจารณาว่าราคาหุ้นนั้นเหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ และนักลงทุนควรที่จะขายหรือจะซื้อ โดยอิงจากเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ที่เกิดจากจิตวิทยาหมู่
 
Panic ของตลาดหุ้นทุกครั้งนั้น แม้ในระยะสั้นๆ สิ่งที่เหมือนกันคือ ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาอย่างแรงและรวดเร็ว แต่สาเหตุมักจะแตกต่างกันออกไป  และที่สำคัญคือ การปรับตัวของดัชนีหลังจากนั้น อาจจะแตกต่างกันมาก   
 
ลองมาดูธรรมชาติของ Panic แต่ละแบบว่าเป็นอย่างไร การเรียนรู้นี้จะช่วยทำให้เราสามารถเอาตัวรอด "หนีตาย" ได้ทัน หรือไม่ก็อาจจะทำกำไรได้งดงามอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะกรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น
 
Panic แบบแรกคือสิ่งที่เรียกว่า "Panic เก๊" นี่คือ Panic ที่เกิดจากสาเหตุ หรือเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของการดำเนินงานของตลาด หรือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน พูดอีกทางหนึ่งคือ ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ หรือกระทบน้อยมาก แต่อาจเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครอง ซึ่งอาจรวมถึงความวิตกเรื่องสงคราม หรือความรุนแรงทางสังคมที่ทำให้คน "ตกใจ" และอาจจะ "จินตนาการ" ไปไกล และเทขายหุ้นโดยไม่คิดถึงพื้นฐานที่แท้จริงของกิจการและตลาดหุ้นโดยรวม   
 
จริงอยู่ นักลงทุนส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำที่อาจจะ "ไม่กลัว" แต่พวกเขาคิดว่า ถ้าคนอื่นกลัวและขายหุ้นอย่างหนัก หุ้นต้องลงแรง ดังนั้น พวกเขาจำเป็นต้องรีบขายหุ้นก่อนเหมือนกัน ผลคือ ตลาดก็ "ถล่ม" กลายเป็น Panic ที่ "เก๊" เมื่อหุ้นตกลงไปมากพอ คนที่มีเหตุผลและคนที่หายตกใจแล้วกลับมาซื้อหุ้นที่มีราคาถูก "คุ้มค่า" ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งกลับอย่างรวดเร็ว บางทีสูงกว่าตอนก่อน Panic ด้วยซ้ำ
 
ตัวอย่างของ Panic เก๊ มีมากมาย บางทีมากกว่า Panic จริงด้วยซ้ำ เช่น ในอเมริกา เวลาประธานาธิบดีตาย หรืออาจป่วยรุนแรงเป็นตายเท่ากัน ราคาหุ้นจะดิ่งเป็น Panic แต่ทุกครั้งจะปรับตัวกลับรวดเร็ว เพราะเรื่องแบบนี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจน้อย ตัวอย่างเช่น ตอนที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบยิงเสียชีวิต ดัชนีหุ้นตกลงไปถึง 3% ในวันเดียว แต่พอวันรุ่งขึ้น ดัชนีกลับปรับขึ้น 4.5% หลังจากนั้นหุ้นวิ่งต่อ   
 

การกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง (Diversification)




สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ประเมินว่า ประชากรไทยในปัจจุบันมีโอกาสที่จะมีอายุยืนยาวขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยปัจจุบันประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 73 ปี และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 80 ปี
       
       คำถามที่ตามมาก็คือ บุคคลที่อยู่ในช่วงวัยใกล้เกษียณคือ 50 ปีขึ้นไปซึ่งมักจะฝากเงินและลงทุนในพันธบัตรกับตราสารหนี้อย่างเดียวนั้น ต่อไปนี้จะลงทุนอย่างไรภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำอย่างทุกวันนี้ เพื่อให้เงินงอกเงยเพียงพอกับการใช้จ่ายในอนาคต และจะทำอย่างไรอำนาจของเงินที่สะสมไว้ใช้ในวัยเกษียณแล้วถึงจะไม่ถูกลิดรอนด้วยภาวะเงินเฟ้อ เพราะหากจะทำแบบเดิมคือฝากเงินและลงทุนในพันธบัตรกับตราสารหนี้เท่านั้น อัตราดอกเบี้ยก็มีทีท่าว่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกยาวนาน และยังจะพบกับภาวะเงินเฟ้อซึ่งเป็นผลมาจากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางต่างๆ เข้าไปในระบบ (QE) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเพราะการรับประกันเงินฝากเต็มจำนวนจะลดเหลือแค่ 1 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 2559 อีกด้วย
       
       การกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง (Portfolio Diversification) และเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นคือคำตอบ นั่นคือควรแบ่งเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ บ้าง แทนที่จะฝากเงินและลงทุนในตราสารหนี้กับพันธบัตรเพียงกลุ่มเดียว
       
       แล้วจะให้พิจารณาแบ่งเงินไปลงทุนในอะไร ?
  
       คำตอบแรกคือ หุ้นเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าพิจารณาลงทุนเอาไว้บ้าง 
       
       เพราะแม้จะมีความผันผวนไม่แน่นอนในระยะสั้นจากผลกระทบของปัญหาในยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่หุ้นไทยยังคงมีแนวโน้มที่ดีตามภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการบริโภคในประเทศที่ยังเติบโตได้ดีเ นื่องจากภาครัฐมีการใช้จ่ายและจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงรายได้ขั้นต่ำที่จะเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจากการรวมกัน ทั้งในแง่ของการลงทุน การบริโภค และการเดินทางของ 10 ประเทศที่มีประชากรรวมกันกว่า 590 ล้านคน และมี GDP รวมกันราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งการเกิด Asean Trading Link ก็จะเชื่อมโยงตลาดทุนในอาเซียนเข้าด้วยกัน
       
      ที่ระบุข้างต้นทั้งหมดนั้น จะเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดทุนหรือหุ้นในระยะยาว
       
       นอกจากหุ้นแล้ว เรายังมีทองคำเป็นคำตอบที่สองให้พิจารณาแบ่งเงินไปลงทุน 
       
       การลงทุนในทองคำนั้น นอกจากจะช่วยรักษาอำนาจซื้อหรือทำให้สู้กับเงินเฟ้อได้แล้ว ยังเปรียบได้กับการลงทุนในสกุลเงินหนึ่งซึ่งมีผลผลิตจำกัด โดยทองคำจะได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของสกุลเงินหลักต่างๆ จากภาวะสงครามค่าเงินในปัจจุบันที่ธนาคารกลางต่างๆ พยายามอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกดดันค่าเงินของตนให้อ่อนลงเพื่อประโยชน์ในการส่งออก
       
       ควรกระจายการลงทุนไปในสินค้าเกษตรหรือน้ำมันด้วยหรือไม่ ?
      

NAV สูง กองทุนแพงจริงหรือ??


          หลายครั้งมักได้ยินคำปฏิเสธการลงทุนว่า ไม่กล้าซื้อกองทุนเพราะ NAV มันขึ้นมาสูงมากแล้ว เพราะเข้าใจว่าราคา NAV ก็เหมือนราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อขึ้นมามากๆ ก็สูงเกินกว่าราคาพื้นฐานไปแล้ว และราคา NAV ก็ไม่มีนักวิเคราะห์คอยบอกเหมือนราคาหุ้นเสียด้วยว่า ราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาปัจจัยพื้นฐาน

       
       ในข้อเท็จจริง ราคาหุ้นและราคา NAV แตกต่างกันอย่างชัดเจน ราคาหุ้นในตลาดฯ คือราคาของกิจการ ที่แสดงผ่านพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนในตลาดหุ้น ส่วนราคาหุ้นที่ให้โดยนักวิเคราะห์ นักลงทุน ก็เพื่อบอกว่าหุ้นนั้นราคาในกระดานสมเหตุสมผล แพงไป หรือถูกไป การจะประเมินว่าราคานี้เหมาะสมหรือไม่ สูงหรือต่ำไปของนักวิเคราะห์ ก็จะประเมินดูจากความสามารถและโอกาสแสวงหากำไรของกิจการในอนาคต ดูจากกำลังการผลิต ยอดขาย การบริหารค่าใช้จ่าย ฯลฯ ในขณะนั้นๆ หรือในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งก็มีข้อจำกัด เช่น เมื่อโรงงานทำการผลิตเต็มกำลังแล้ว ยอดขายจะเพิ่มขึ้นได้ก็ต้องลงทุน ขยายโรงงานเพิ่มเสียก่อน เป็นต้น ดังนั้นราคาหุ้นแต่ละตัว จึงมีราคาเหมาะสมของมัน แต่ราคาที่เหมาะสมของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันได้
       
       ขณะที่ราคา NAV คือราคาของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมของกองทุนหารด้วยจำนวนหน่วย กำหนดเป็นราคา NAV ต่อหน่วย หรือเรียกกันย่อๆ ว่าราคา NAV โดยการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิก็จะใช้ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ของทรัพย์สินหรือตราสารที่กองทุนลงทุนอยู่ในการคำนวณ จะมียกเว้นบ้าง เช่นกรณีราคาตราสารหนี้ที่ใกล้ครบอายุ หรือกรณีตราสารหนี้ที่ราคาตลาดไม่ค่อยเคลื่อนไหว ก็ให้ใช้ราคาล่าสุด หรือราคาอื่นใดที่ยอมรับให้ใช้ได้
       
       ยกตัวอย่างกองทุนหุ้นแบบคร่าวๆ กองทุนหุ้นจะมีหุ้นหลายๆ ตัวอยู่ในพอร์ต ก็จะมีการคำนวณมูลค่าหุ้นที่กองทุนถืออยู่ทุกตัว โดยใช้ราคาตลาดของหุ้นทุกตัวตอนสิ้นวันคูณด้วยจำนวนหุ้นที่มี รวมกับมูลค่าตราสารหนี้ เงินฝาก รายได้ค้างรับ เงินสด ฯลฯ ที่อยู่ในพอร์ต ณ สิ้นวัน ลบด้วยหนี้สิน เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายต่างๆ แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยลงทุนในวันนั้นแล้วประกาศออกมาเป็นราคา NAV
       
       แม้จะใช้ราคาตลาดของหุ้นในการคำนวณเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าผู้จัดการกองทุนสามารถซื้อขาย เปลี่ยนแปลงหุ้นในพอร์ตได้เรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าหุ้นตัวใดมีมูลค่าสูงเกินไป เขาก็ขายออกแล้วเปลี่ยนถือหุ้นตัวใหม่ มูลค่า NAV ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ได้บอกว่าราคา NAV แพงเกินไป แต่เป็นตัวเลขที่มาจากการสะสมผลกำไรของกองทุนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน แสดงถึงผลประกอบการในอดีต เช่น กองทุนบัวหลวงหุ้นระยะยาว ที่มีราคา NAV วันที่ 12 ตุลาคม 2555 เท่ากับ 29.8144 บาท หรือ กองทุนบัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่มี NAV ในวันเดียวกันเท่ากับ 69.9358 บาท เป็นต้น
       
       และสำหรับความคิดว่ากองทุนที่ NAV ราคาต่ำกว่า หรือราคาเปิด IPO ที่ 10 บาท ดีกว่ากองทุนที่ราคา NAV สูงๆ เพราะลงทุนแล้วจะได้จำนวนหน่วยลงทุนที่มากกว่าก็เป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน เพราะการจะบอกว่าใครดีกว่าแย่กว่า เป็นเรื่องของผลประกอบการในอนาคต จำนวนหน่วยลงทุนที่ได้รับน้อยกว่าไม่ได้หมายถึงกำไรที่จะได้น้อยกว่าแต่อย่างใด
       
       หากกองทุนที่เลือกมีนโยบายการลงทุนเหมือนๆ กัน ไม่ว่าราคา NAV วันที่ซื้อจะเป็นเท่าใด กำไรขาดทุนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ ก็จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เชื่อ ลองดูตารางเปรียบเทียบผลประกอบการจากการลงทุนในกลุ่มที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกันของกองทุนบัวหลวง ปี 2555 ตั้งแต่ต้นปีถึง 12 ตุลาคม 55 เป็นตัวอย่าง โดยสมมุติว่ามีการลงทุนในวันที่ 30 ธ.ค. 54 จำนวน 100,000 บาท



คอลัมน์บัวหลวง Money Tips
โดยเสกสรร โตวิวัฒน์
บลจ.บัวหลวง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2555
bit.ly/RjAWyp

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หุ้น “เติบโต” หรือ “ติดดิน”


หุ้น “เติบโต” หรือ “ติดดิน” - วิธีวิเคราะห์ Growth Stock แบบหลายมิติ
โดย: Road to Billion

หุ้นที่มีกำไรเติบโต (Growth Stock) นับว่าเป็นหุ้นที่ทำกำไรให้กับนักลงทุนดีที่สุดประเภทนึง เพราะหุ้นกลุ่มนี้นอกจากจะมีกำไรที่เติบโตขึ้นรวดเร็วแล้ว ตลาดมักจะให้ราคาหุ้นประเภทนี้สูงกว่าตลาดด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าทุก Growth Stock จะดีเหมือนกันทุกบริษัท หลายบริษัทที่ตอนแรกๆอาจจะดูเหมือนเป็น “หุ้นเติบโต” แต่พอเวลาผ่านไปกลับกลายเป็น “หุ้นติดดิน”

คำถามที่นักลงทุนทุกคนควรจะต้องถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Growth Stock ตัวไหนจะสามารถเติบโต “ได้จริง” อย่างมีคุณภาพ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจถึงประเภทของการเติบโตก่อน ผมขอจับไว้เป็นคู่ๆเพื่อให้เข้าใจง่ายแล้วกันครับ

Volume Growth vs. Price Growth

ในบางธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองราคาของบริษัทต่อลูกค้าสูง (High Negotiating Power) จะสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ทุกปี ตัวอย่างเช่นกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ การเติบโตจากการเพิ่มขึ้นของ “ราคา” สามารถทำได้ง่ายกว่าการเติบโตของ “ปริมาณการขาย” มากเพราะแทบจะไม่มีต้นทุนเพ่ิมขึ้นเลย ในขณะที่การขยายกำลังการผลิตหรือการให้บริการต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงในการที่จะต้องหาลูกค้าเพิ่มขึ้นเพื่อมาซื้อสินค้่า

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ความเชื่อที่อันตรายของ VI



VI จำนวนไม่น้อยที่ผมได้พบเห็น โดยเฉพาะตามเว็บไซต์ต่างๆ มักมีศรัทธา หรือความเชื่อที่ยึดมั่นใน "แนวทาง VI" อย่างมั่นคง
จนผมรู้สึกว่า "มากเกินไป" ส่วนหนึ่งของความเชื่อนี้ อาจเป็นเพราะ "ความสำเร็จของ VI" ทั้งในระดับโลกอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และปีเตอร์ ลินช์ และ "เซียน VI ไทย" จำนวนมากในช่วงเร็วๆ นี้  ที่เสนอแนวทางแบบ VI อย่างกว้างขวางและภาคภูมิ จนทำให้แนวทางอื่นในเรื่องการลงทุนกลายเป็นเรื่องที่อาจไร้สาระ หรือตลกในสายตาของ VI ที่ติดตามศึกษาทฤษฎี VI อย่างเข้มข้น และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก  
แน่นอน ความเชื่อเหล่านี้ เป็นสิ่งดีที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เราไขว้เขวไปจากแนวทางที่ถูกต้อง แต่ถ้ายึดมั่นเกินไป บางครั้งอาจเป็นอันตรายเหมือนกัน เพราะจะไม่ยืดหยุ่น และถ้าเกิดความผิดพลาด ความเสียหายจะมากกว่าปกติ ลองดูว่าความเชื่อ หรือศรัทธาเรื่องไหนที่ผมเห็นว่าเราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เรื่องแรกคือ เชื่อว่าเราสามารถคำนวณ Intrinsic Value หรือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้แม่นยำ และผิดพลาดมากในระดับทศนิยม และถ้าราคาหุ้นต่ำกว่านั้นมาก ทำให้เรามี  Margin Of Safety (MOS) มากพอ เราก็จะซื้อหรือถือหุ้นไว้ไม่ว่าสถานการณ์ตลาดจะเป็นอย่างไร หลายคนพร้อม "ตีแตก" ถ้า  MOS  สูงลิ่ว
 

ประเด็นคือ มูลค่าที่แท้จริง ถ้าจะคำนวณจริงๆ ต้องมีสมมุติฐานสำคัญคือ ต้องรู้ว่ากำไรของบริษัทในอนาคตระยะยาวมากเป็นอย่างไร เงินสดหรือปันผลที่เราจะได้เท่าไร และจะโตอย่างไร นอกจากนั้น ต้องรู้ถึงต้นทุนของเงินทุนในตลาดด้วย ทั้งหมดนั้น ถ้าเปลี่ยนแปลงผิดจากที่คาดไว้ แม้เพียงเล็กน้อย มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย  
 

หลายคนอาจใช้สูตรง่ายๆ แบบหยาบๆ เช่น ใช้ค่า PE ว่า กิจการควรมีค่า PE 15 เท่า ถ้ารู้ว่ากำไรปีนี้จะเป็นเท่าไร ก็หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ แต่นี่ไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงแน่ๆ ยกเว้นว่า กำไรของบริษัทปีต่อๆ ไปอีกยาวนาน ในอนาคตไม่ลดลง และค่า PE ยังเป็น 15 เท่า ไม่ใช่ 7 เท่า 

'กวี-เผดิมภพ' 'บัฟเฟตต์' สไตล์ กับ 'จอร์จ โซรอส' สไตล์



แม้ต่างแนวทาง..ต่างความคิด แต่เป้าหมายเดียวกันคือ 'สร้างความมั่งคั่ง' สองนักวิเคราะห์ดัง 'กวี ชูกิจเกษม' ควง 'เผดิมภพ สงเคราะห์' เปลือยสไตล์การลงทุนส่วนตัวอย่างหมดเปลือก..คนหนึ่ง 'วีไอ' จ๋า! อีกคน 'โมเมนตัม อินเวสเตอร์'
แนะนำการเล่นหุ้นให้คนอื่นมานับไม่ถ้วน กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย และ เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย เจ้าตัวแทบไม่เคยเผยสไตล์การลงทุนส่วนตัวให้ใครรู้ คนหนึ่งมีไอดอลคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่วนอีกคนยึด จอร์จ โซรอส เป็นแนวทางสร้างความร่ำรวย
ทั้งสองคนได้ชื่อว่าเป็นนักวิเคราะห์ดังระดับ "แม่เหล็ก" มีแฟนคลับติดตามคำแนะนำจำนวนมาก เบื้องหลังของ กวี และเผดิมภพ ต่างก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีสไตล์การลงทุนเป็นตัวของตัวเอง คนหนึ่ง "บู้" อีกคน "บุ๋น" น้อยคนนักที่จะรู้ตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของเขาทั้งสอง
“ผมตั้งใจว่าเมื่ออายุ 80-90 ปี จะต้องมีเงิน "แสนล้านบาท" ถ้าอยู่ไม่ถึงทายาทก็ต้องทำต่อให้ถึง!!” กวี ชูกิจเกษม หรือที่เพื่อนๆ เรียกชื่อเล่นว่า “วี” เล่าเป้าหมายส่วนตัวให้ทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟัง ณ ห้องค้าหุ้น บล.กสิกรไทย สำนักพหลโยธิน

"วี" นักวิเคราะห์ชื่อดัง เล่าว่า ตัวเองเป็น "แวลู อินเวสเตอร์" (วีไอ) มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นต้นแบบ ส่วนตัวชอบฟังเพลงป๊อปสบายๆ ใช้ชีวิตที่สมถะเรียบง่าย เพียงแต่การทำงานในสายงานนักกลยุทธ์ที่ บล.กสิกรไทย ทำให้ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา

“ส่วนตัวผมชอบลงทุนระยะยาว หุ้นบางตัวถือมา 5 ปี ไม่เคยขาย บางตัว 15 ปีแล้วก็ยังอยู่! พื้นฐานหุ้นเปลี่ยนถึงจะขาย” กวี เล่า

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

เล่นหุ้นตามกระแส



เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ช่วงที่ผมเรียนปริญญาเอกด้านการเงิน ที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น ทฤษฎีที่มาแรงที่สุดในขณะนั้น

คือ Efficient Market Hypothesis หรือทฤษฎี "ตลาดที่มีประสิทธิภาพ" ซึ่งบอกว่า ราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดทุกตัว เป็นราคาที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่มีตัวไหนถูกหรือแพง หุ้นตัวไหนจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้ หรือเดือนหน้าเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
 
ในระยะยาวแล้ว หุ้นโดยเฉลี่ยจะโตไปตามตลาด ซึ่งอาจจะให้ผลตอบแทนรวมปีละ 10% โดยเฉลี่ย ดังนั้นการใช้ข้อมูลอะไรมาวิเคราะห์พิจารณาเลือกซื้อหุ้น จึงไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการดูข้อมูลราคา และปริมาณการซื้อขายหุ้นอย่างที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคใช้ เช่น แนวรับ แนวต้าน ข้อมูลกราฟราคาหุ้นย้อนหลัง 90 วัน 270 วัน หรือเส้นกราฟที่เรียกว่า Head and Shoulder ซึ่งนักวิเคราะห์บอกว่า เป็นรูปแบบที่ราคาหุ้นจะวิ่งไปเป็น 3 ช่วงที่เหมือนกับหัวไหล่ข้างซ้าย ศีรษะ  และหัวไหล่ข้างขวา พูดง่ายๆ นักวิเคราะห์ทางเทคนิค เชื่อว่าราคาหุ้นในอดีต สามารถบอกถึงทิศทางราคาหุ้นในอนาคตได้

นักวิชาการที่เชื่อในทฤษฎีตลาดหุ้น ที่มีประสิทธิภาพในขณะนั้น ได้ทดลองใช้ข้อมูลราคาหุ้นย้อนหลังพิสูจน์ และพบว่าราคาหุ้น เคลื่อนไหวไปอย่าง
"ไร้ทิศทาง" ราคาหุ้นในวันนี้ ไม่ได้มีอะไรสัมพันธ์กับราคาหุ้นในวันก่อน เส้นกราฟราคาหุ้น ไม่มีรูปแบบ หรือแบบแผนที่แน่นอน แนวรับแนวต้านต่างๆ ไม่มีจริง ยิ่งรูปแบบที่เป็น "ไหล่ ศีรษะ ไหล่" เป็นเส้นที่เกิดจาก "จินตนาการ" เหมือนกับการดูก้อนเมฆ หรือถ้าเป็นคนไทย อาจเป็นเหมือนการหาตัวเลขจากขี้เถ้าของธูปที่ขดตัวไปมา
 
ว่าที่จริง  มีเรื่องเล่าว่าศาสตราจารย์คนหนึ่ง ลงทุนใช้คอมพิวเตอร์วาดกราฟราคาหุ้นแบบเดาสุ่มออกมา เสร็จแล้วก็หลอกให้นักศึกษาในชั้นเรียนด้านเทคนิควิเคราะห์ว่า "ราคาหุ้นจะไปทางไหน" ซึ่งนักศึกษาต่างใช้เทคนิคต่างๆ วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะว่าหุ้นตัวนี้กำลัง "ฟอร์มตัว" อยู่ในช่วงไหนและจะไปอย่างไรทั้งๆ ที่เส้นกราฟนั้น เกิดขึ้นแบบเดาสุ่มจากคอมพิวเตอร์ และนั่นก็เป็นการ "ปิดฉาก" ของการวิเคราะห์แบบเทคนิคที่เคยเฟื่องฟูก่อนหน้านั้น