วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

'มนสิช จันทนปุ่ม' 'เทรดเดอร์' ผู้เอาชนะตลาดด้วยระบบ



เปิดมุมมองการลงทุนโดยใช้ระบบเทรด'มนสิช จันทนปุ่ม' นักเก็งกำไรสไตล์ Trend Following ผู้ละทิ้งอีโก้ อารมณ์ พิชิตกำไรในตลาดหุ้น

"มด" มนสิช จันทนปุ่ม เซียนหุ้นหนุ่มมีความเชื่อว่าศาสตร์ของการเก็งกำไรอยู่บนพื้นฐานของ "เหตุและผล" กราฟไม่ได้หลอก และเจ้ามือไม่ใช่ปัญหาของนักเก็งกำไร รากเหง้าของผลกำไรจากระบบการลงทุนที่ยั่งยืน เกิดจากกลไกพื้นฐานของตลาดซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่สามารถฝืนหรือหลีกเลี่ยงได้ คำถามสำคัญของนักเก็งกำไร ก็คือ เราจะสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนได้อย่างไร..?

มนสิชเป็นอดีตนักเรียนวิชาดนตรี ผู้หลงใหลการลงทุนโดยการใช้ระบบเทรดทางสถิติ (System Trader) เขารวบรวมแนวความรู้การใช้เครื่องมือทางเทคนิคไว้ในเว็บไซต์ "แมงเม่าคลับดอทคอม" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek นัดพูดคุยกับเขาเรื่อง "เทคนิคการเทรดขั้นสูง" แต่อธิบายให้เข้าใจง่ายในแบบนักดนตรี
“ส่วนตัวผมลงทุนโดยใช้ระบบเทรดเพื่อตัดอารมณ์ความรู้สึก และใช้เทคนิคคัลแนว Trend Following” เซียนหุ้นหนุ่มเปิดประเด็น..สมัยเด็กๆ เขาก็เริ่มสนใจการลงทุนแล้ว พอจบ ม.6 ก็เริ่มเล่นหุ้นทันที แต่สนใจทางด้านดนตรีด้วยจึงไปศึกษาต่อทางด้านดุริยางคศิลป์ มนสิชก็เหมือนเด็กทั่วไปที่อยากรวยง่ายๆ แต่พอลงสนามจริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

เขากล่าวว่า ช่วงที่เริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ ใช้เงินไม่เยอะขายของได้เงินมา "ไม่ถึงแสนบาท" ก็นำมาลงทุนแต่ที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนวิธีคิด ค่อนข้างจะต่อต้านด้วย ในเมื่อหาผู้ให้คำปรึกษาไม่ได้ก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เล่นแล้วก็ไม่ได้เรื่องลุ่มๆดอนๆ ลองผิดลองถูกอยู่ 4-5 ปีถึงจะเริ่มได้กำไรสม่ำเสมอ

เจ้าตัวบอกว่าไม่จริงเสมอไป คนเล่นดนตรีจะไม่ชอบตัวเลข นักดนตรีหลายคนก็สามารถคิดเลขได้ดี และมีบทวิจัยยืนยันด้วยว่าการเล่นดนตรีกับการคำนวนสามารถไปด้วยกันได้ หัวสมองก็จะได้ทั้งความสุนทรีย์และความมีเหตุมีผล ถือเป็นการสร้างสมองสองด้านให้สมดุล

มนสิช บอกว่า ช่วงแรกที่ลงทุนเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก็ได้ศึกษาวิธีการลงทุนของผู้ประสบความสำเร็จอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่อมาก็เริ่มศึกษาการลงทุนโดยใช้เทคนิคและพบว่าแนวทางนี้ "มันใช่" แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี มีผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ตอนหลังถึงเริ่มจะเข้าใจว่าผิดที่ “แก่น” (หลักคิด) ของมันเลย สมัยก่อนพยายามที่จะพยากรณ์อนาคต นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ดูกราฟวันละ 7-8 ชั่วโมง พยายามหาคำตอบแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงหาคำตอบได้ว่าไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำทั้งหมด และไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุด

“ช่วงแรกมีความเข้าใจว่าถ้าเราเทรดพลาดแปลว่าเราทำอะไรผิดสักอย่าง เราเลยยิ่งค้นหาไปเรื่อยๆว่าต้องใช้สัญญาณทางเทคนิคแบบไหนถึงจะถูก คำตอบที่แท้จริงคือเทคนิคมันบอกเพียงแค่ "ความน่าจะเป็น" ไม่ถูก 100% ความน่าจะเป็นของการใช้เทคนิคมันถูกทดสอบจากากรเทรดมาแล้วเป็นพันครั้ง แล้วกำหนดเป็นสูตรออกมาแต่เราจะไม่มีทางรู้ได้ว่าการเทรดของเราครั้งไหนจะถูก"

งานเลี้ยงที่กำลังร้อนแรง



เวลาที่ไปงานเลี้ยงหรือปาร์ตี้เพื่อความบันเทิงนั้น  ช่วงหัวค่ำที่คนเริ่มทยอยมาบรรยากาศก็มักจะยังไม่รื่นเริงนัก  ดนตรีก็มักจะเล่นเพลงเบา ๆ  สบาย ๆ   เมื่อคนเริ่มมากขึ้น  บรรยากาศก็จะคึกคักขึ้น  คนเริ่มจิบเหล้าเบียร์และคุยกันสนุกสนาน  ดนตรีเริ่มดังขึ้น  เพลงเริ่มเร็วขึ้น  หลายคนเริ่ม  “เปิดฟลอร์”  ออกไปเต้นรำ  ซักระยะหนึ่งแอลกอฮอก็เริ่มออกฤทธิ์   คนออกไป  “ดิ้น”  กันเต็มพื้นที่  ดนตรีเล่นเพลงที่เร้าใจและดังจนคุยกันไม่รู้เรื่อง  งานเลี้ยงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่  “สนุกและร้อนแรงที่สุด”  มันอาจจะเป็นเวลา สี่ทุ่มครึ่ง  ห้าทุ่ม  หรืออาจจะใกล้เที่ยงคืนที่เป็นกำหนดเวลา  “งานเลิก”  ไม่มีใครรู้หรือสนใจที่จะรู้เพราะในเวลาที่ทุกคนกำลังสนุกสนานนั้น  พวกเขามักจะ  “ลืมดูเวลา”  ไม่มีใครอยากจะออกจากงานก่อนที่มันจะเลิก—แม้จะมีกฎว่า  คนที่ออกหลังสุดต้อง  “จ่ายสตางค์”

          นั่นเป็นคำบรรยายแบบเปรียบเปรยกับบรรยากาศของตลาดหุ้นในขณะนี้ที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ   นับจากต้นปีที่ 1025 จุดเป็น  1324 จุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 หรือเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 29% ไม่นับรวมปันผลอีก 3-4%  ซึ่งทำให้นักลงทุนที่มีหุ้นในตลาดมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ   จริงอยู่  การที่หุ้นปรับขึ้นมามาก ๆ  ในเวลาอันรวดเร็วนั้น  ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ  หลายปีที่ผ่านมาหุ้นก็ปรับตัวสูงแบบนี้มาหลายครั้ง   แต่การปรับตัวในรอบก่อน ๆ  นั้นก็มักจะเป็นการปรับตัวขึ้นหลังจากที่ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนัก  ดังนั้น  คนที่ถือหุ้นอยู่ตลอดเวลาก็อาจจะไม่ได้กำไรนัก   อาจจะเพียงแต่ได้ทุนคืนมา    แต่การปรับขึ้นของหุ้นในรอบนี้เป็นการขึ้นหลังจากที่หุ้นได้ขึ้นมาสูงแล้ว  ดัชนีที่ 1324 นี้ถือเป็นดัชนีที่สูงที่สุดในรอบ 16 ปี  ดังนั้น  สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นที่เข้ามาลงทุนในตลาดเพียงไม่กี่ปีหรือไม่เกิน 10 ปี   นี่คือเวลาแห่งความ “รื่นเริง” อย่างแน่นอน  ประเด็นก็คือ  ความ “สนุกสนาน” จากการลงทุนในช่วงนี้กำลังใกล้จบหรือไม่  ดัชนีหุ้นในขณะนี้สูงเกินไปหรือไม่  และโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงแรงและทำให้คนที่เข้ามาซื้อหุ้นในช่วงนี้ขาดทุนหรือไม่  มาลองคุยกัน

           เริ่มจากการดูว่าหุ้นในขณะนี้ร้อนแรงเกินไปหรือไม่ในทาง “จิตวิทยา”  หรือการดูบรรยากาศและความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในตลาด  คำตอบของผมก็คือ  ค่อนข้างร้อนแรงหรืออาจจะพูดว่าร้อนแรงมากก็ได้  เพียงแต่  “คนทั่วไป”  เช่น  ช่างตัดผมหรือแท็กซี่ยังไม่ได้พูดถึงตลาดหุ้น  แต่นี่ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นว่าจะต้องเกิด  เนื่องจากประเทศไทยนั้นยังไม่รวยพอที่คนทั่วไปจะสนใจตลาดหุ้นในทุกสถานการณ์   การที่ผมพูดว่าตลาดหุ้นร้อนแรงมากนั้น   ผมสังเกตจากจำนวนคนที่เข้าฟังการสัมมนาการลงทุนที่จัดกันอย่างแพร่หลายนั้น  ในช่วงหลัง ๆ  นี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากจนเก้าอี้มักจะไม่พอและคนยินดีที่จะยืนฟังกันเป็นชั่วโมง ๆ  ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เราสามารถจัด  “ทอล์คโชว์” เกี่ยวกับการลงทุนที่เก็บเงินคนเข้าฟังได้แล้วจากที่ต้องหาคนฟังแม้จะไม่ต้องเสียเงินอย่างในช่วงหุ้นซบเซาสมัยก่อน

           ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  ในช่วงหลังนี้มีนักลงทุนที่ยังมีอายุน้อย  อายุตั้งแต่ 20 ถึง 30 ปีต้น ๆ  ที่เป็นคน  Gen Y หรือเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  คนกลุ่มนี้สนใจลงทุนในตลาดหุ้นเพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่จะ  “รวยเร็ว”  โดยไม่ต้องทำงานหนักซึ่งก็เป็น “เทรนด์”  ของคนในรุ่นใหม่นี้ที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีไอทีที่พัฒนาแล้วและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมากของพ่อแม่  พวกเขาเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นทางเลือกที่ดีที่เขาจะบรรลุความฝันนั้นได้   ว่าที่จริง  หลายคนที่พ่อแม่มีฐานะดีนั้น  ได้เลือกเส้นทางที่ไม่ทำงานประจำที่ได้เงินเดือนน้อยและไม่น่าสนใจเลย   แต่ลงทุนในตลาดหุ้นเป็นอาชีพ  ผมเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังเดินตามรอย  “วอเร็น บัฟเฟตต์”  หรือเปล่าที่ไม่ทำงานประจำตั้งแต่เรียนจบ   อย่างไรก็ตาม  การที่ไม่ทำงานหรือออกจากงานมาลงทุนอย่างเดียวนั้น  ก็เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าตลาดหุ้นนั้นร้อนแรงมาก  เพราะพวกเขาเชื่อว่าผลตอบแทนการลงทุนในตลาดนั้นสูงมากจนทำให้รายได้จากการทำงานกินเงินเดือนไม่มีความหมาย

VI Gen-X



ในการที่เราจะเข้าใจ Mega Trend หรือแนวโน้มใหญ่ต่าง ๆ  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม  และการเมืองนั้น   สิ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือพฤติกรรมของคนในโลกและในประเทศซึ่งก็มักจะสอดคล้องใกล้เคียงกันเนื่องจากโลกเรานั้นเป็น  Globalization   ในการศึกษาพฤติกรรมของคนนั้น  เราพบว่าคนในแต่ละยุค  หรือพูดให้ชัดก็คือคนที่เกิดในช่วงเวลาที่ต่างกันนั้นมักจะมีแนวคิดหรือพฤติกรรมต่างกัน  ซึ่งนี่ก็เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์หรือพัฒนาการสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไป  ตัวอย่างเช่น  เกิดสงครามโลก  หรือเกิดระบบอินเตอร์เน็ตที่ประชาชนทุกคนสามารถใช้ได้เป็นต้น

ในทางวิชาการได้มีการจัดคนที่เกิดในช่วงปีต่าง ๆ  ออกเป็นกลุ่มที่มีคำเรียกแทนลักษณะสำคัญของคนในยุคสมัยหรือรุ่นนั้น  โดยที่ผมจะเริ่มจากยุคที่แก่ที่สุดที่ยังมีจำนวนและบทบาทอยู่ในปัจจุบันนั่นก็คือ  ยุค Baby Boom หรือยุค “ลูกมาก”  นี่คือคนที่เกิดตั้งแต่ปี 1945 ซึ่งเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่มีเด็กเกิดใหม่มากมาย  การที่ครอบครัวจะมีลูก 5-6 คน เป็นเรื่องธรรมดา  บางบ้านมีเป็นสิบคน   ยุค “เบบี้บูม”  นี้สิ้นสุดลงในปี 1964 หรือกินเวลาประมาณ 19 ปี  และถ้านับถึงวันนี้ก็คือกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง  48 ถึง 67 ปี ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น   และดังนั้นผมก็จะมีไอเดียหรือแนวคิดหรือมุมมองต่อโลกแบบหนึ่งของคนที่อยู่ในยุคนี้  นอกจากนั้น  ผมก็พอจะเข้าใจว่าคนในรุ่นนี้มักจะคิดอย่างไรต่อเรื่องต่าง ๆ  ในชีวิตและในสังคม

          พวกเบบี้บูมหรือถ้าจะพูดในวันนี้ว่าเป็นพวก  “คนแก่”  นั้น  มักจะเป็นคนที่  “อนุรักษ์นิยม”  เป็นคนที่ชอบประเพณีที่ดีงาม  ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและ  “ศีลธรรมอันดี”  พวกเขาจะชื่นชอบและเคารพเชื่อถืออะไรก็ตามที่เป็น  “สถาบัน”  ของประเทศหรือของสังคมหรือชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่  คนที่ไม่ยึดถือประเพณี  ความเป็นระเบียบ  หรือสิ่งต่าง ๆ  ที่กล่าวถึงนั้นจะถูกมองว่าเป็น  “คนไม่ดี”  และจะต้องถูกลงโทษทั้งทางด้านของสังคมและกฎหมายถ้ามี  แม้แต่ในเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวที่เป็น

เรื่อง  “ธรรมชาติ”  เช่นเรื่องของเซ็กส์ก็ถูก “ควบคุม” โดยสังคม  คนที่ฝ่าฝืนมักถูกสังคมต่อต้านอย่างรุนแรง  ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับชายโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานกลายเป็นหญิงที่มี “มลทิน” ในบางสังคมซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย  นี่คือคุณลักษณะคร่าว ๆ  ของเบบี้บูมเมอร์ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากหรือน่าจะมากที่สุดในบรรดากลุ่มทั้งหลายที่ผมจะกล่าวต่อไป  ประเด็นก็คือ  บทบาทหรืออิทธิพลของพวกเขานั้นยังสูงยิ่ง  ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมือง  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาอาจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว  นับวันก็จะถดถอยลงไปเรื่อย ๆ  ว่าที่จริง  นายกรัฐมนตรีของไทย 2 คนสุดท้ายของเรานั้น  ก็ไม่ได้เป็นพวกเบบี้บูมเมอร์แล้ว

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

3 เจ้าสัวแสนล้าน “มรรควิธี” สู่ ตระกูลมหาเศรษฐีโลก


 3 ตระกูลเจ้าสัวแสนล้าน มรรควิธีบริหารธุรกิจของพวกเขากลายเป็นกรณีศึกษาที่ทั่วโลกสนใจ ไม่ต่างจากหลายบริษัทข้ามชาติ ที่มาจากธุรกิจครอบครัว

ในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นความเคลื่อนไหวคึกคักของ 3 ตระกูลมหาเศรษฐี “เจียรวนนท์ - สิริวัฒนภักดี และอยู่วิทยา” ผลัดกันเป็นข่าวดังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการแผ่อาณาจักรธุรกิจแสนล้านของพวกเขา เลยขอบเขตประเทศไทย สู่ตลาดในภูมิภาคเอเซียและโลก

เพราะรู้ว่าคู่แข่งทางการค้าจะมีมากขึ้นเท่าๆกับขนาดของโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 กลายเป็นความได้เปรียบสำหรับผู้ที่มีความพร้อมจะต่อกรกับยักษ์ข้ามชาติ อย่างน้อยก็ 3 ตระกูลนี้ ที่ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของ“ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ นิตยสารธุรกิจชั้นนำของโลก

เลือดนักสู้ บวกทุนที่พกไปเต็มกระเป๋า ขอสู้ยิบตา !

อย่างการปะทะกับ “ไฮเนเก้น” ผู้ผลิตเบียร์อันดับ 3 ของโลก เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในเอเซีย ของตระกูลสิริวัฒนภักดี เป็นอาทิ
ทว่า ไม่เพียงความพร้อมทางการเงิน พวกเขายังต้องถึงพร้อมด้วย "ประสบการณ์" การต่อสู้ “มรรควิธี” ในการรบอย่างไรให้ชนะ ของ 3 ตระกูลเจ้าสัวแสนล้าน ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ “ตระกูลมหาเศรษฐีโลก” ที่เขียนโดย อาจารย์ธนวัฒน์ ทรัพย์ไพบูลย์ นักเขียนสารคดีแนววิเคราะห์เจาะลึก ชีวิต ผลงาน แนวความคิด กลยุทธ์ และวิสัยทัศน์ รวมทั้งปรัชญาการบริหารธุรกิจของนักธุรกิจชั้นนำ โดยเฉพาะตระกูลเจ้าสัว ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ขอเรียบเรียงบางช่วงบางตอนของหนังสือเล่มนี้ เพื่อถ่ายทอดกลเม็ดเคล็บลับในการสร้างฐานะให้ร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐีของทั้ง 3 ตระกูล ซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำบนเส้นทางชีวิตที่คดเคี้ยวยากลำบาก พบพานกับปัญหามากมายแต่เพราะ “ความสามารถ” ทำให้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส นำพาธุรกิจครอบครัว (กงสี) ให้เติบใหญ่ไพศาลทั้งในและต่างประเทศ ในหลากหลายกิจการในเวทีการค้าโลก ขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเคียบเคียง วอลมาร์ท ฟอร์ด โตโยต้า พานาโซนิค ซัมซุง ซึ่งล้วนเริ่มต้นพัฒนามาจากธุรกิจครอบครัวทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นการนำระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัย ที่ผสมผสานการบริหารทั้งตะวันตกและตะวันออกมาใช้ดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึง “พลวัต” แห่งการพัฒนาทางธุรกิจการค้าของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ระบอบ “ทุนนิยม” แห่งยุคโลกาภิวัตน์

ลงทุนหุ้นปันผล 'สุรเชษฐ์ กมลมงคลสุข'



ผมจะไม่ซื้อหุ้นสุ่มสี่สุ่มห้าผมมองว่า'จังหวะเข้า'สำคัญกว่า 'จังหวะออก' เสมอ! เราต้องดูว่าราคาที่จะเข้าเกินราคาพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นหรือยัง
“สวัสดีครับ! หุ้น VGI เปิดซื้อขายวันแรก 60 บาทเลยเหรอครับ ช่วงนี้หุ้นไอพีโอร้อนแรงหน้าดู” "ฮง" สุรเชษฐ์ กมลมงคลสุข นักธุรกิจวัย 40 ปี กรรมการผู้จัดการ บมจ.ที.เอ็ม.ซี อุตสาหกรรม (TMC) กล่าวทักทาย “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ด้วยประเด็นฮิตประจำวัน เพราะหุ้น TMC ของเขาก็เป็น "ว่าที่..หุ้นน้องใหม่" ในตลาดหลักทรัพย์ mai ได้ฤกษ์เข้าซื้อขายในวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ที่จะถึงนี้

บิซวีค เปรยว่า หุ้น TMC เข้าซื้อขายวันแรก ราคาหุ้นน่าจะไปได้สวย เขาตอบว่า "ผมก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น" หุ้นของเขาจำนวน 85 ล้านหุ้น เคาะราคาไอพีโอ 3.90 บาท มีส่วนลดให้กับนักลงทุนผู้จองซื้อ 25% เมื่อเทียบกับ ค่าพี/อี เรโช ของตลาดหลักทรัพย์ mai ในช่วง 3 เดือน เป็นเทคนิคที่ "ที่ปรึกษาทางการเงิน" ทุกรายชอบใช้ในการ "ปั่นกระแส" หุ้นไอพีโอให้ร้อนแรงหลังเข้าตลาดวันแรก

“ฮง” รำลึกชีวิตวัยเด็กให้ฟังว่า ครอบครัวเป็นคนจีนเป็นลูกชายคนโต เกิดมาก็วิ่งเล่นอยู่ในโรงกลึงชื่อ “ทวีมิตรการช่าง” (ทวีมิตร คือ ชื่อบิดา) กับพี่น้อง 4 คน พ่อยึดอาชีพโรงกลึงได้ 2 ปี ก็เปลี่ยนไปทำเครื่องจักรไฮดรอลิกประเภทเครื่องเพรสขนาดเล็ก ระบบ Manual ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีใครทำ ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาขายจากต่างประเทศ พูดพลางโชว์รูปเครื่องจักรสมัยโบราณให้ดู

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

'ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ' วิเคราะห์หุ้น 'รวย'! จากบการเงิน




อยากเล่นหุ้นได้กำไรต้องอ่านงบการเงินให้ 'ขาดกระจุย' ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ เซียนหุ้น VI เจ้าของพอร์ต 'เลข 9หลัก'
ฉัตรชัย วงแก้วเจริญ เซียนหุ้นวีไอ วัย 44 ปี เป็นที่ร่ำลือว่ามีความสามารถในการ "ถอดงบการเงิน" เป็นเลิศ เขามีข้อได้เปรียบตรงที่ว่าเคยผ่านงานธนาคารต้องวิเคราะห์สินเชื่อลูกค้าว่ามีกำลังผ่อนชำระคืนแบงก์ได้หรือไม่ เขานำประสบการณ์ตรงนั้นบวกกับความรู้ที่ร่ำเรียนมาวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า ความสามารถนี้เองที่ทำให้เขาสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้อย่างงดงาม

เขาเล่าว่า หลังจากค้นพบแนวทางของตัวเอง การเล่นหุ้นก็เริ่มได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ในอดีตเคยมีประสบการณ์ "ถือหุ้นตัวเดียว" นานถึง 8 ปี คือ หุ้นไว้ท์กรุ๊ป (WG) โดยใช้ซื้อภรรยา (มยุรี วงแก้วเจริญ) ซื้อตอนปี 2544 เหตุผลที่ชอบหุ้นตัวนี้ เพราะมีกระแสเงินสดดี ซื้อหุ้น WG มาในราคา 13-14 บาท ขายไปตอนราคา 60 บาท (ปัจจุบันราคา 81-82 บาท) เพื่อไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่คิดว่าดีกว่า เฉพาะเงินปันผลอย่างเดียวก็ "คืนทุน" หมดแล้ว ปีแรกๆ ซื้อราคา 13 บาท ปันผล 1 บาท ซึ่งปันผลของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จนปีหลังๆ จ่ายปันผลสูงถึงหุ้นละ 4 บาท
นอกจากกระแสเงินสดดีแล้วหุ้นตัวนี้ผลประกอบการเติบโตสม่ำเสมอ เนื่องจากไว้ท์กรุ๊ปมีสูตรเคมีภัณฑ์เฉพาะเป็นของตัวเอง ลูกค้าอยากได้แบบไหนบริษัททำได้หมด ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันดีมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ที่สำคัญสมัยก่อนบริษัทนี้ ยังมีธุรกิจอื่นเสริมโดยเฉพาะธุรกิจโกดังให้ลูกค้าเช่าเป็นคลังสินค้า และมีสำนักงานให้เช่าแถวเอกมัย ทำให้เขามีกระแสเงินสด และมีมาร์จิ้นที่ดีขึ้น เพราะตึกมันลงทุนไปแล้วสามารถรับรู้รายได้ค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธุรกิจทั้งหมดทำให้ไว้ท์กรุ๊ป มีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่เก็บหุ้น WG บริษัทนี้ยังไม่มีใครรู้จัก
ความแตกต่างจากเซียนหุ้นทั่วไป ฉัตรชัยจะทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดในหุ้นที่เขามั่นใจเพียงไม่กี่ตัว เรียกว่า "จัดเต็ม" แบบไม่กลัวเสี่ยง..ถ้าเขามั่นใจ ปัจจุบันเขาถือหุ้นเพียงแค่ 2 ตัว โดยหุ้นตัวแรกถือ 90% ของพอร์ต อีกตัวถือ 10% ของพอร์ต
"ผมลงทุนไม่เหมือนคนอื่นเป็นคนซื้อหุ้นยากมาก ในรอบ 10 กว่าปีมานี้ถือหุ้นไม่กี่ตัว คนอื่นเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแต่ผมจะถือหุ้นไปจนกว่าจะถึงเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ ในอดีตเคยถือหุ้นมากที่สุดแค่ 4 หุ้น ผมมันพวก “สเปกเยอะ” ถ้ามั่นใจตัวไหนผม “จัดเต็ม” อย่างตอนนี้มีหุ้นอยู่ในมือแค่ 2 ตัว ใครเป็นมาร์เก็ตติ้งผมไม่ค่อยได้ค่าคอมมิชชั่นเท่าไร"
แม้ฉัตรชัยจะไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อหุ้นที่ซื้อ แต่จากการตรวจสอบของกรุงเทพธุรกิจ BizWeek พบชื่อ มยุรี วงแก้วเจริญ ภรรยาของ ฉัตรชัย ถือหุ้น ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) 6,801,000 หุ้น สัดส่วน 2.52% และหุ้น แมนดารินโฮเต็ล (MANRIN) จำนวน 500,000 หุ้น สัดส่วน 1.86% ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 130 ล้านบาท
ทำไม! ถึงซื้อหุ้น 2 ตัวนี้ เซียนหุ้นร้อยล้าน บอกเพียงว่า ตัวที่โฟกัส 90% ของพอร์ตอยู่กลุ่ม Commerce บริษัทไม่มีคู่แข่ง ทำธุรกิจสบายๆ ผู้บริหารเก่ง (บุญยง ตันสกุล) ถือหุ้นตัวนี้มานาน 2-3 ปีแล้ว ตอนนี้เขาโตเร็วมาก และยังมีช่องจะเติบโตเพื่อกินมาร์เก็ตแชร์เจ้าอื่นด้วย สมัยก่อนบริษัทนี้เคยผิดพลาดทำให้เขาล้ม ตอนนี้กำลังจะกลับมาบุกตลาดอีกครั้ง จากการวิเคราะห์งบการเงินในช่วง 3 ปีข้างหน้า มั่นใจว่าบริษัทนี้จะขยายตัวสม่ำเสมอทุกปี

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

8 สุดยอดหนังสือ ที่นักลงทุน...ต้องอ่าน


หากคุณผู้อ่านเป็นนักลงทุนอยู่แล้ว..หรือคิดที่จะเริ่มต้นเป็นนักลงทุน คุณผู้อ่านก็ไม่ควรพลาดอ่านหนังสือ 8 เล่ม

ที่บรรดานักวิจารณ์ทั้งไทยเทศหลายท่านได้ให้ความเห็นว่าเป็นหนังสือที่นักลงทุน..ต้องอ่าน โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
 
หนึ่ง “Security Analysis” (1934)  โดย Benjamin Graham และ David Dodd
 


หนังสือเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นหนังสืออมตะของบรรดานักลงทุนทั่วโลก  และยังถือได้ว่าเป็นคัมภีร์ไบเบิลสำหรับวงการนักลงทุน ซึ่งเขียนโดยกูรูการลงทุนทั้งสองท่าน  Benjamin Graham เป็นนักลงทุนและเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ Columbia University และเป็นอาจารย์ของ Warren Buffett ด้วย ส่วน David Dodd ก็เป็นอาจารย์และเพื่อนร่วมงานของ Graham โดยหนังสือได้ให้ความคิดที่ว่านักลงทุนตัวจริงจะต้องมีสัญชาตญาณของ “นักสืบ” มากกว่า “นักสถิติ” หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อช่วยแนะนำแนวทางในการลงทุน หลังจากเกิดมหาวิกฤติเศรษฐกิจของโลกซึ่งมีต้นเหตุมาจากการเก็งกำไรครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก

สอง “The Intelligent Investor” (1949) โดย Benjamin Graham
 



หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดทางด้านการลงทุน และ Benjamin Graham ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการลงทุน” หนังสือได้แนะนำเทคนิคในการค้นหาราคาหุ้นที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของหุ้นนั้นๆ หากราคาหุ้นตกลงมาต่ำกว่าราคาหุ้นที่แท้จริงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ก็จะเป็นโอกาสอันงามของนักลงทุนที่จะเข้าไปเก็บหุ้นดังกล่าว