วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ศึกชิงตา



ธุรกิจที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงนี้ ก็คือ ธุรกิจสื่อสารมวลชน
ต้นเหตุสำคัญ ก็คือ  การเกิดขึ้นของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประกอบกับการพัฒนาทางด้านของเทคโนโลยีการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ที่ทำให้สามารถขยายช่องทางของการสื่อสารออกไปมหาศาล  ทำให้ต้นทุนของการสื่อสารต่ำลงไปมากในขณะที่คุณภาพของภาพและเสียงกลับสูงขึ้นมาก
 

การเกิดขึ้นของ กสทช. และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้  “การผูกขาด”  ของสื่อที่มีมานานในประเทศไทยหมดหรือเกือบหมดไป  ในอนาคตอีกไม่นานเราจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะในด้านของโทรทัศน์ที่จะมีสถานีหรือช่องทีวีใหม่เป็นร้อย ๆ  ช่อง  ที่ส่งถึงผู้ชมได้ทั่วประเทศ  ผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆ  ตั้งแต่ระบบดั้งเดิมที่เป็นเสาอากาศ  ดาวเทียม  สายเคเบิล  และทางอินเทอร์เน็ต   แต่ละช่องมีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำมาก  ดังนั้น  การแข่งขันที่จะ “แย่งผู้ชม”  จะรุนแรงมาก  โดยที่กลยุทธ์สำคัญที่สุดในการดึงดูดคนดู ก็คือ  การใช้  Content หรือเนื้อหาหรือข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้ามาชม  การแข่งขันเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่งในเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจในครั้งนี้ผมอยากจะเรียก ว่า  “ศึกชิงตา”  นั่นก็คือ  ผู้ให้บริการทั้งหลายต่างก็ต้องพยายามยึด  “สายตา”  ของคนในประเทศให้มาดูรายการ หรือ Content ของตนเองให้มากที่สุด  เพราะจำนวนคนดูจะเป็น  “รายได้”  ที่กิจการจะได้รับที่จะมาจากการโฆษณา  ค่าบริการ  และอื่นๆ 
 

ประเด็นที่จะต้องตระหนักมากที่สุด ก็คือ  ในขณะที่มีบริษัทและช่องทางใหม่ๆ  เพิ่มขึ้นมากมายที่จะเข้ามาช่วงชิง  “ตา”  แต่จำนวน “ตา”  นั้น  กลับมีจำนวน  “เท่าเดิม”   ความหมาย ก็คือ  คนไทยนั้น  ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นน้อยมาก  เวลาที่จะใช้ตาเพื่อที่จะ “ดู”  ก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนักแม้จะมีคนบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ใช้สายตามากกว่าคนรุ่นก่อน  ดังนั้น  ถ้าเราคิดว่าจำนวน “ตา”  หรือเวลาที่ใช้ในการ  “ดู” ก็คือ “รายได้”  ที่ผู้ให้บริการจะได้รับ   ข้อสรุปของเรา ก็คือ  รายได้จาก  “ศึกชิงตา”  ก็จะมีเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิม   แต่ผู้ให้บริการกลับมีเพิ่มขึ้นซึ่งจะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก   ผลก็คือ  ถ้ามองในแง่ของอุตสาหกรรมโดยรวมแล้ว  ก็น่าจะเป็นว่า  กำไรของอุตสาหกรรมจะลดลง  ถ้ามองในรายละเอียดต่อไปก็น่าจะเป็นว่า  ผู้เล่นที่มีอยู่เดิมที่อยู่ในสภาวะผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด   น่าจะมีกำไรน้อยลงเพราะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา “แย่ง”  หรือแบ่ง  “ลูกตา”  หรือลูกค้าไปบ้าง  ส่วนรายใหม่ที่เข้ามานั้น  รายที่ประสบความสำเร็จสูงก็อาจจะได้กำไร  แต่หลายรายที่น่าจะมีจำนวนมากกว่าก็จะขาดทุน  มันเป็นศึกที่น่าจะคล้ายกับสงครามที่คู่ต่อสู้ส่วนใหญ่  “เสียหาย”  และมีผู้ได้ประโยชน์จริงๆ  น้อยมาก
 



เปิดความลับพอร์ตลงทุน 'ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร' วีไอต้นตำรับของเมืองไทย สรุปตัวเลข 'ไตรมาสแรก' ของปี 2555 โกยกำไรเกินเป้าหมายชนิดที่เจ้าตัวยังคาดไม่ถึง
เคยโชว์พอร์ตลงทุนของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร วีไอต้นตำรับของเมืองไทยผ่าน "บิซวีค" ไปแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนแทบไม่เชื่อสายตาว่าพอร์ตลงทุนของอาจารย์นิเวศน์ในปี 2555 จะเติบโตรวดเร็วขนาดนี้เหนือระดับ 2,500 ล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อประมาณสองปีก่อนยังพูดกันแค่ตัวเลขระดับ 1,000 ล้านบาท และหากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนพอร์ตเริ่มต้นแค่ระดับ "สิบล้านบาท" เท่านั้นเอง

ความมหัศจรรย์ของแนวทางการลงทุนแบบ "เต่า" แต่พอร์ตวิ่งเร็วกว่า "กระต่าย" ส่งให้อาจารย์นิเวศน์ยังครองใจแฟนพันธุ์แท้หุ้นวีไออันดับหนึ่งอย่างไม่เสื่อมคลาย คำถามหนึ่งที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าถามไถ่กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ในช่วงที่ตลาดหุ้นมาแรงแซงทางโค้ง จนดัชนีไต่ระดับขึ้นไปสร้างสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี อาจารย์นิเวศน์ซึ่งเป็น "ไอดอล" (บุคคลต้นแบบ) ของเหล่า Value Investor โกยกำไรจากการลงทุนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2555 เข้าเป้าหมายหรือไม่ เรื่องนี้ต้องไปถามเจ้าตัวให้เป็นผู้เฉลย

ดร.นิเวศน์ ปรมาจาย์ด้านแวลูอินเวสเตอร์ของเมืองไทย บอกเล่าว่า ผลตอบแทนจากเงินปันผลบวกกับราคาหุ้น ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 เรียกได้ว่า "เกินเป้าหมายแบบสุดๆ" หากคิดจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียวก็น่าจะมีกำไรราวๆ 20% เทียบจากราคาหุ้นเมื่อปลายปี 2554

"ปกติผมจะปักธง! ทุกครั้งว่าต้องมีกำไรจากการลงทุน (กำไรหุ้นบวกเงินปันผล) ปีละประมาณ 10-15% แต่ผ่านมาเพียง 3 เดือน ผมได้รับผลตอบแทนเกินเป้าหมายแล้วค่อนข้างมาก จริงๆ แล้วก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีกำไรสูงขนาดนี้ ต้องยกความดีให้บริษัทจดทะเบียนที่ลงทุนเหล่านั้น ผู้บริหารเขาเก่งมาก ผมแค่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง"
อาจารย์นิเวศน์ อธิบายว่า หลายคนคงคิดว่ากำไรจากการลงทุนของผม เกิดจากการขายหุ้นในพอร์ตออกมา จริงๆ แล้ว "ไม่ใช่เลย..ผมไม่เคยขาย" ก่อนลงทุนทุกครั้งจะคัดหุ้นมาอย่างดี โดยผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับราคาต้นทุน และเงินปันผลที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่บริษัทจ่ายเงินปันผลก็มักจะนำเงินซื้อหุ้นตัวนั้นเพิ่มเติม หากวิเคราะห์แล้วพบว่าคุ้มค่า และเข้าเงื่อนไขการลงทุนทุกประการ
 

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

อ่านตลาดเกิดใหม่ 360 องศา ผ่านสายตาสุดยอดกูรู"โมเบียส"



ตลาดเกิดใหม่ทำไมถึงเนื้อหอม Fundamentals นำเสนอกันอีกรอบผ่านสายตากูรูระดับโลกอย่างมาร์ค โมเบียส
ปีนี้วิกฤติหนี้รัฐยุโรปดูจะจบยาก สหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างเชื่องช้า ยิ่งทำให้ตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกรวมไทย ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุน

ต้นเดือนเม.ย. ปีนี้ "มาร์ค โมเบียส" กูรูผู้รู้จริงพัฒนาการตลาดเกิดใหม่ เดินทางมาเยือนไทยตามคำเชิญของบลจ.กรุงศรี เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ข้อมูลแบบรอบด้านสำหรับข้อสงสัยที่ว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะละตินอเมริกา เหตุใดจึงมีเสน่ห์ดึงดูดเงินทุนจากทุกมุมโลกไหลเข้าต่อเนื่อง

  Fundamentals ได้มีโอกาสรับฟังสุดยอดกูรูผู้นี้จึงขอเก็บตกรายละเอียดทุกมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการกับอนาคตสดใสของตลาดเกิดใหม่ มานำเสนอนักลงทุนไทยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นเหมือนคู่มือช่วยหาจังหวะช่องทางทำรีเทิร์นดีจากตลาดเหล่านี้ในระยะยาว

ย้อนดูรีเทิร์นโดดเด่น
 ด้วยประสบการณ์การศึกษาพัฒนาการตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกอย่างถ่องแท้มานานหลายสิบปี จนผู้คนยกให้ มาร์ค โมเบียส ประธานบริหารเทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ เป็นสุดยอดกูรูตลาดเกิดใหม่ และการมาเยือนไทยครั้งล่าสุดนี้เขามีข้อมูลสถิติตัวเลขเศรษฐกิจมากมายเกี่ยวกับตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกมาฝาก

 โมเบียสหยิบยกพัฒนาการเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ เปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งในระยะ 5 ปี และตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พิจารณาจากกราฟดัชนีเอ็มเอสซีของมอร์แกน สแตนเลย์ พบว่าดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไม่ว่าอยู่ในช่วงเกิดวิกฤติการเงินโลกปี 2551-2552 และวิกฤติหนี้รัฐในยุโรปตั้งแต่ต้นปี 2554 และยืดเยื้อถึงต้นปีนี้ หรือในช่วงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอสะท้อนให้เห็นว่าผลประกอบการตลาดหุ้นเกิดใหม่ยังสามารถปรับขึ้น ทำได้ดีและเหนือกว่าดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดหุ้นสหรัฐกับทั่วโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

มาร์ค โมเบียส กับมุมมอง'หุ้นไทย





ท่ามกลางความผิดหวังของนักลงทุนทั่วโลกเมื่อวันที่  5 เมษายน ที่ผ่านมา รวมตลาดหุ้นไทย  จนทำให้ดัชนีหลุด 1,200 จุดอีกครั้ง จากแรงขายของนักลงทุน หลังสหรัฐอเมริกาไม่ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี3)  
          ในวันเดียวกันนั้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด ได้เชิญกูรู หรือผู้เชี่ยวชาญตลาดเกิดใหม่ชื่อก้องโลก"มาร์ค โมเบียส" ประธานบริหารกองทุนเทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ มาบรรยายและถ่ายทอดประสบการณ์ รวมถึงคำแนะนำการลงทุน ในหัวข้อ"ผจญภัยการลงทุนไปกับ มาร์ค โมเบียส ในตลาดเกิดใหม่" 
          โมเบียส กล่าวว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ในระยะ 5-10 ปีที่ผ่านมาให้ผลประกอบการโดดเด่นค่อนข้างดีกว่าตลาดสหรัฐฯและตลาดหุ้นทั่วโลก และช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระหว่างปี 2550 จนถึงต้นปี 2555 พบว่าตลาดหุ้นลาตินอเมริกาให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่อื่นโดยรวม
          โดยในกลุ่มตลาดเกิดใหม่กว่า 40 ประเทศนั้น กูรูตลาดเกิดใหม่มองตลาดแนวหน้า หรือฟรอนเทียร์ มาร์เก็ตส์ ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออกและเอเชียหลายแห่งโดดเด่นดึงดูดใจมากที่สุด ประกอบด้วย ไนจีเรีย  เวียดนาม คาซัคสถาน ยูเครน  เคนยา กานา ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อียิปต์และโรมาเนีย
            สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น โมเบียส บอกว่าเขายังให้น้ำหนักลงทุนอย่างมาก พร้อมยิ้มและย้ำเสียงหนักแน่นว่า "ผมขอเป็นนักลงทุนระยะยาว" โดยแม้ต้องคอยตอบคำถามลูกค้าทั้งในยุโรปและสหรัฐฯเกี่ยวกับปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และมีแต่ข่าวร้ายต่าง ๆออกมาให้เห็น แต่กองทุนเทมเพิลตัน ที่เขาบริหารอยู่นั้นยังลงทุนต่อไปหลังจากลงทุนในไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว
         นอกจากนี้โมเบียสยังชื่นชมภาคธุรกิจไทยว่า ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ก็ยังทำผลงานหรือผลประกอบการได้ดีมาก ไม่ว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก และการเมืองมีความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยก็ยังไปได้ดี จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น จึงทำให้กองทุนเทมเพิลตันยังลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยต่อไป และแม้ดัชนีจะปรับขึ้นไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีมุมมองเชิงบวกในตลาดหุ้นไทย และคาดว่าปีนี้ ผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินฝากถึง 2 เท่า

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

Super Cheap



การเติบโตของธุรกิจการค้าปลีกสมัยใหม่และธุรกิจ ระดับชาติ หลายอย่างดูเหมือนว่าจะเป็น แนวโน้มใหญ่ ที่ในที่สุดแล้วก็จะกระจายไปทั่วประเทศ
และยึดกุมธุรกิจเกือบทั้งหมด ในระหว่างที่กำลังขยายตัวไปตามท้องถิ่นต่างๆ
 เราจะพบว่ามีธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่นยัง ต่อสู้ กับธุรกิจจาก ส่วนกลาง ได้ บางบริษัทจะขยายตัวไปในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ถ้ามองจากภายนอก ดูเหมือนร้านของบริษัทท้องถิ่นบางแห่งจะขายดีเท่ากับ หรือดีกว่ากิจการ ระดับชาติ ที่มาเปิดสาขาอยู่ใกล้ๆ กัน นี่อาจจะทำให้คนที่สังเกตการณ์คิดไปไกลว่า กิจการท้องถิ่นดังกล่าว อาจกลายเป็นคู่แข่ง หรือภัยคุกคามกิจการระดับชาติที่กำลังขยายตัวด้วยซ้ำ แต่นี่เป็นความจริงหรือเป็น ภาพลวง กันแน่ ลองมาดูภาพ ธุรกิจท้องถิ่น ที่สามารถ ต่อกร กับธุรกิจระดับชาติโดยเฉพาะที่เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ดู

ประเด็นแรกที่ผมจะพูดถึงคือ ร้านค้าปลีกท้องถิ่นที่โดดเด่นแข่งขันกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ระดับชาติได้ เกือบทั้งหมดเน้นลูกค้าที่มีรายได้ค่อนไปทางต่ำหรือต่ำสุด ทางการตลาด เน้นลูกค้าระดับ C ลงไป ซึ่งไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของเครือข่ายระดับชาติ และสินค้าที่ขาย จะเน้นราคาถูกเป็นหลัก การตั้งราคาสินค้าก็จะต่ำกว่าสินค้าแบบเดียวกัน ที่มีขายอยู่ในร้านที่เป็นโมเดิร์นเทรดระดับชาติ สิ่งที่แตกต่างดูเหมือนอยู่ที่คุณภาพของบริการ ที่น้อยและด้อยกว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ การตกแต่งร้านก็ไม่หรูหรา บางร้านไม่ติดเครื่องปรับอากาศ ภาพของร้านคือ เป็นร้านที่ขายสินค้าราคาถูก แต่เป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน และมีความน่าเชื่อถือคล้ายๆ กับร้าน Modern Trade ไม่เหมือนกับร้านค้า แบบดั้งเดิม ที่ทำกันในครอบครัวและมีขนาดเล็ก

บริษัทท้องถิ่นที่ โดดเด่น มีหลากหลายสินค้า ที่เห็นค่อนข้างมากรวมถึง ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ในพื้นที่ ร้านเหล่านี้อาจมีชื่อ ทันสมัย และเน้นภาพความมีราคาถูก เช่น อาจตั้งชื่อร้านว่า Home Cheap ร้านที่มีค่อนข้างมากอีกกลุ่มหนึ่งคือ ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนมีการขายเงินผ่อน ซึ่งอาจตั้งชื่อเป็น Electronic Cheap ร้านสะดวกซื้อที่อาจมีชื่อว่า Con Cheap หรือแม้แต่ร้าน เมกะสโตร์ ขายสินค้าหลากหลายสารพัดอย่าง และมีขนาดใหญ่โตที่อาจตั้งชื่อว่า Super Cheap ร้านต่างๆ เหล่านี้ บางแห่งอาจเริ่มมีสาขาที่กระจายออกไปในพื้นที่อื่นของจังหวัดและในจังหวัดใกล้เคียง นั่นทำให้มีภาพและชื่อเสียงดีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งและเป็นเสมือนหนึ่งประกาศว่า บริษัทสามารถแข่งขันและอาจเอาชนะร้านที่มาจากส่วนกลางระดับชาติได้

จัดทัพลงทุน “Asset allocation” เวลาคือหัวใจของผลตอบแทน



คอลัมน์ Fund Innovation
       By.... Mr.Honey
      
       การลงทุนที่ตอบจุดประสงค์การลงทุนคือเป้าหมายสำคัญของทุกคน เหนืออื่นใด ผู้ลงทุนควรมองตนเองว่าเหมาะกับการลงทุนในรูปแบบไหน ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่มี “นวัตกรรมทางการลงทุน” มีวัตถุประสงค์คือสร้างผลตอบแทนที่ดีและลดความเสี่ยง แต่ผู้ลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่านวัตกรรมหรือรูปแบบการลงทุนนั้นจะตอบสนองความต้องการของตนเองได้ ดังนั้น วันนี้คอลัมน์ Fund Innovation ขอเปิดเผยนวัตกรรมการลงทุนที่น่าสนใจ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด มาให้ผู้อ่านได้ พิจารณากันว่าเหมาะกับตนเองมากน้อยเท่าไร
      
       สำหรับ บลจ.ทหารไทยนั้น เป็น บลจ.ที่เน้นการลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ในแบบ Passive Fund เป็นการสร้างผลตอบแทนของกองทุนไปตามดัชนีตลาด พร้อมๆ ไปกับเน้นการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวและกระจายความเสี่ยง โดยที่มีกองทุนให้เลือกหลากหลายตามช่วงจังหวะของการลงทุน
      
       ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย จำกัด บอกถึงนวัตกรรมการลงทุนของ บลจ.ทหารไทยว่า เราเชื่อว่า หน้าที่ที่สำคัญของ บลจ.คือการสร้างทางเลือก และพยายามทำให้รู้ว่าลูกค้าเราจะเลือกอย่างไร นวัตกกรรมที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีหลังนี้เป็นผู้นำการลงทุนในแบบ Passive Fund ทั้งกองทุน SET50 และ JUMBO 25 ที่เพิ่งได้รับรางวัล “JUMBO 25 RMF” ไป และได้นำเสนอกองทุน ทหารไทย ธนพลัส ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนระยะสั้น (Short Term Fix Income )

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

เปิดผลวิจัยGen Y 2012 ไทยเด่นต่อยอด-ชอบเล่นหุ้น


ค่ายมายด์แชร์ เอเยนซี่เครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร กับผลสำรวจจากกระแสวัฒนธรรมและเทรนด์ เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการ Gen YระบุGenYไทยโดดเด่นนักสร้างสรรค์ศิลป์ ชอบเล่นหุ้น มีเงินเก็บเกิน 10 ล้านบาท แซงหน้า Gen Y ในญี่ปุ่นที่ไม่ชอบความเสี่ยง ย้ำเป็นเครื่องมือให้นักการตลาด แบรนด์สินค้า บริการต่างๆสามารถนำข้อมูลนี้มาปรับใช้ในกลยุทธ์การสื่อสารได้
      
       รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้น โดยมายด์แชร์เอเชียแปซิฟิคสาขาสิงคโปร์ โดยศึกษาข้อมูล จากผู้ประกอบการธุรกิจ Gen Y กว่า 300 คนใน 38 ประเทศ ซึ่งรววมถึง เมืองใหญ่ๆเช่น นิวยอร์ค ลอนดอน เซียงไฮ้ และกรุงเทพ เพื่อศึกษาว่าความคิดริเริ่มและไอเดียใหม่ๆของวัยรุ่นจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการสื่อสารในสังคมได้อย่างไร
      
       ผลการวิจัยCulture Vulture เป็นการนำเครื่องมือและฐานข้อมูล 2 ชุดของทีมวางแผนธุรกิจของมายด์แชร์มาใช้ร่วมกันในการศึกษาข้อมูล โดยกลุ่มแรกคือ Mindreader เป็นการใช้การศึกษาเชิงปริมาณจากฐานข้อมูลกว่า 40,000 คน ใน 40 ประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลนี้ทำให้ทราบถึงประวัติและความต้องการของ Gen Y และกลุ่มที่สองคือข้อมูลเชิงคุณภาพที่มาจากเครือข่ายเทรนเซ็ตเตอร์ทั่วโลกของมายด์แชร์ (Mindshare’s Global Scout Network) ใน 38 เมืองทั่วโลก
      
       หัวหน้าการทำวิจัยฉบับนี้ของมายด์แชร์ แคทเทอรีน วิลเลี่ยม ระบุว่า หลักของงานวิจัยฉบับแรกนี้มาจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่าในบางครั้งธุรกิจที่อยากประสบความสำเร็จต้องหมั่นที่จะเรียนรู้จากมุมมองด้านอื่นบาง กล่าวคือ บริษัทระดับใหญ่สามารถเรียนรู้จากนักลงทุน Gen Yที่ว่องไวและมีความคิดสร้างสรรค์ได้
      
       ขณะที่ ปัทมวรรณ สถาพร หัวหน้าฝ่ายวางแผนธุรกิจ มายด์แชร์ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “รายงานฉบับนี้ได้ระบุกระแสการทำธุรกิจทั่วโลกที่ไม่ซ้ำกันถึง 14 กระแส โดยมี Gen Y ที่อายุระหว่าง 16 ถึง 29 ปี ซึ่งเกิดระหว่างพ.ศ. 2525 -2538 เป็นผู้บุกเบิกและบริหารจนประสบความสำเร็จในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง โดยกลุ่ม Gen - Y ในประเทศไทยนั้นมีส่วนอย่างมากต่อแนวคิดและกระแสแนวโน้มของผู้ประกอบการทั่วโลก”