วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

“เสี่ยปู่” “ชม” หุ้นความงาม “สวยทั้งคู่”



“เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล “ปันใจ” บอก วันใดค่า P/E สองหุ้นความงาม “คาร์มาร์ท” VS “บิวตี้ คอมมูนิตี้” ลงมาเท่ากัน พร้อมซื้อหุ้น BEAUTY

“หุ้น คาร์มาร์ท (KAMART) ของ “วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล” ผู้ถือหุ้นใหญ่ 138.11 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.02% ณ วันที่ 27 พ.ย.2555 เคยเป็น “หุ้นความงาม” ตัวเดียวที่ “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน “โครตรัก” เขาถือหุ้น KAMART สูงสุดเป็นอันดับ 2 จำนวน 24.570 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.10% ขณะที่ภรรยา “วารุณี ชลคดีดำรงกุล” ครอบครองหุ้นอยู่ 6.27 ล้านบาท คิดเป็น 1.05% (ตัวเลข ณ วันที่ 27 พ.ย.2555) รองจากหุ้น บ้านร็อคการ์เด้น (BROCK) ที่ถืออยู่ 89.30 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.93% (ณ วันที่ 2 มี.ค.2555)

เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 129 ประจำโบรกเกอร์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชั้น 20 อาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เคยถือหุ้น KAMART สูงสุด 5.24% ในปี 2555 ตลอดปีที่ผ่านมามีการซื้อขายทั้งหมด 5 รายการ แบ่งเป็นซื้อ 0.10% วันที่ 25 ก.ค. ก่อนจะขายทำกำไร 0.62% ในวันที่ 30 ก.ค. และกลับมาซื้อ 0.50% ในวันที่ 14 ส.ค.ก่อนจะขาย 0.17% วันที่ 24 ต.ค. และกลับมาช้อนอีกครั้ง 0.25% ในวันที่ 5 พ.ย.2555

แต่เมื่อปลายปี 2555 “เสี่ยปู่” ยืดอกยอมรับว่าได้ “ปันใจ” ไป “หลงรัก” หุ้นความงามตัวใหม่ อย่าง บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ของ “หมอสุวิน ไกรภูเบศ” ผู้มีประวัติชีวิตดั่งเช่นละคร ด้วยเหตุผลที่ว่า “บิวตี้ คอมมูนิตี้ มีกำไรสูง เงินสดเยอะ หนี้น้อย และไม่ใช่สินค้าแฟชั่น”

ก่อนจะปฎิบัติการณ์สลัดหุ้น BEAUTY จำนวน 500,000 หุ้น ราคา 19 บาท ในวันแรก “เสี่ยปู่” เคยบอกกับ "กรุงเทพธุรกิจ Biz Week" ว่า เดี๋ยวจะโทรไปนัดแนะ “หมอสุวิน” ให้ออกมานั่งดินเนอร์แบบ “เอ็กซ์คลูซีฟ” นอกสถานที่ เพื่อสอบถามอนาคตของ “บิวตี้ คอมมูนิตี้” ประเด็นหนึ่งที่ “เสี่ยปู่” ยอมรับว่าอาจทำให้ราคาหุ้น BEAUTY ไม่ไปต่อ คือ “คุณหมอจะต่อยอดธุรกิจอย่างไร เมื่อเปิดร้านแบรนด์ บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ และแบรนด์ บิวตี้ คอทเทจ ครบทุกห้างในเมืองไทย” แม้จะได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ แต่”เสี่ยปู่” ก็อดใจไม่ไหว จำต้องขายยกแผงวันแรก โกยกำไรเข้ากระเป๋าเหนาะๆ 5,500,000 บาท !!!!

“ผมโทรไปชวนคุณหมอออกมาคุย ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง (ไม่ยอมบอกชื่อร้าน) แม้จะใช้เวลาสอบถามโน่นนี่เพียง 1 ชั่วโมง แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าบริษัทความงามแห่งนี้ มีการบริหารจัดการที่ดี เขามีหน้าร้านเป็นของตัวเอง นั่นแปลว่า เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาจะเป็นคนที่สบายตัวที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง “คาร์มาร์ท” ที่ทุกวันนี้ยังต้องอาศัยพื้นที่คนอื่นขายของ” “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังชัดๆอีกครั้ง

“เซียนหุ้นรายใหญ่” ยังวิเคราะห์ 2 หุ้นความงามให้ฟังว่า หากมองเนื้อในของหุ้น BEAUTY ถือว่ามี “ข้อดี” มากกว่าหุ้น KAMART ข้อแรก เขาสามารถนำสินค้า 2 แบรนด์หลัก ไปเปิดขายได้ถึง 2 ร้าน เรียกว่าแยกกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ไม่เหมือนเจ้าอื่นที่ต้องนำสินค้ามากองรวมกันแล้วเปิดได้เพียง 1 ร้าน สินค้าติดตลาดแล้วใครก็อ้าแขนรับ เขามีผลิตภัณฑ์หลากหลายราคา ล่าสุดยังมีแผนจะนำสินค้าไปขายในเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมาก เขาคงเห็น “คาร์มาร์ท” ทำแล้วรุ่ง (หัวเราะ)


เปิดใจ “เอ็มดีใหญ่”ณ บ้าน“แสนสิริ” “เสี่ยนิด” “เศรษฐา ทวีสิน” “ราคาหุ้นต่ำ-พื้นฐานเลิศ” ใช้เงินซื้อหุ้น SIRI มากกว่า 100 ล้านบาท ก็ "สู้ไหว

เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ยังไม่ทันคลี่คลาย ศักราชใหม่ (2555) ยังไม่ทันเปิด “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน เอ็มดีใหญ่ “แสนสิริ” (SIRI) ก็ถลกขากางเกง “ตะลุยน้ำ” ทยอยหาจังหวะเก็บหุ้น SIRI และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (SIRI-W1) ไล่มาตั้งแต่ราคา “ต่ำสุด” ของวอร์แรนต์ 1.06 บาท และ 1.82 บาท สำหรับหุ้นสามัญ “จุดสูงสุด” ของวอร์แรนต์ 2.71 บาท และ 3.56 บาท ของหุ้นสามัญ

การสร้างกราฟหุ้น SIRI ตลอดปีมังกร ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เสี่ยนิด” ทำเพื่อรอรับข่าวดีที่ มั่นใจว่าต้องเกิดขึ้นภายในสิ้นปี 2555 และการที่ราคาหุ้น SIRI “พุ่งกระฉูด” จาก 1.23 บาท (ต่ำสุด) มาอยู่ 3.62 บาท (สูงสุด) ไม่ได้ทำให้เอ็มดีใหญ่

 “ร่ำรวย” เพียงคนเดียว แต่ยังเผื่อแผ่ถึง “แฟนคลับ” อีกด้วย โดยเฉพาะ “เซียนหุ้น VI” “มี่” ทิวา ชินธาดาพงศ์ เจ้าของพอร์ตหุ้นระดับ “ร้อยล้าน”

ผ่านมาแค่ 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.2555) “มี่” โกยกำไรจากตลาดหุ้นไปแล้ว 80% ทะลุเป้าหมาย 20-30% หุ้น SIRI และหุ้น SIRI-W1 คือ “พระเอก” ที่ทำให้เขา “กระเป๋าตุง”

“ปี 2555 ผมควักเงินซื้อหุ้น SIRI และ SIRI-W1 ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท” “เศรษฐา ทวีสิน” พูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” หลังงานแถลงข่าวแผนธุรกิจปี 2556 ณ โรงแรม เดอะเซนต์ รีจิส สิ้นสุดลง

ถ้าไม่ดีคงไม่ซื้อ บริษัทของเราทำงานอยู่ทุกวันย่อมรู้ดีว่ามีความแข็งแกร่งและมั่นคงมากขนาดไหน การไล่ซื้อหุ้นของผม ถือเป็นการบ่งบอกนักลงทุนทางอ้อมว่า ชายชื่อ “เศรษฐา” จะนั่งทำงานที่นี่ต่อไป ไม่หนีไปทำอย่างอื่นเหมือนที่ใครเขาลือกัน


เขา ตอบคำถาม “จะซื้อหุ้น SIRI ต่อหรือไม่” ว่า “ทำไมจะไม่ซื้อ” ราคาต่ำ พื้นฐาน ดีขนาดนี้ ช่วงนี้ผมกำลังรอดูจังหวะราคา คิดตามนะในเมื่อรอบปี 2555 SIRI ทำผลการดำเนินงานได้ดี ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ตัวเลขการเงินเกือบทุกตัว “ทุบสถิติครั้งใหม่” นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2527

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

กลยุทธ์การลงทุน


แม้ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถยืนอยู่เหนือ 1,400 จุด แต่การที่ดัชนีปิด ณ วันทำการสุดท้ายของปีที่ 1,391.93 จุดหรือเพิ่มขึ้นถึง 35.75% ทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดในโลกทีเดียว สำหรับปี 2556 นั้น คุณกิตติรัตน์ ณ ระนองในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ยังกล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปี 2556-2558 ว่าจะเกิดภาวะ “Domino Growth” โดยจีดีพีจะเติบโต 5-8.5% ต่อปีผ่านมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้นด้วย
              คำพูดดังกล่าว ไม่น่าจะเป็น “white lies” หรือคำพูดเพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี เพราะแม้จะมีอุปสรรคความท้าทายอยู่บ้าง แต่ยังมีปัจจัยบวกที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อเนื่องและส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดทุน ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนจากหลายสำนัก ต่างออกมาคาดการณ์ถึงแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องและกำหนดเป้าหมายดัชนีตลาดของปี 2556 ไว้สูงพอควรเช่นกัน
              การคาดหวังผลตอบแทนดีเช่นปีที่ผ่านมา เป็นการตั้งความหวังที่สูงเกินไปเพราะราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในทางตรงข้าม นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น วิธีที่ควรพิจารณานำมาใช้คือ การกำหนดกลยุทธ์การลงทุนและการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะการมีวินัยและลงทุนตามกรอบแนวคิดที่ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจดีขึ้นและไม่ไขว้เขวจากภาวะอารมณ์และความผันผวนของตลาดหุ้น ลองมาดูตัวอย่างกลยุทธ์การลงทุนอย่างง่ายๆ ดังนี้
            หนึ่ง กลุ่มที่จะต้องเผชิญความท้าทาย เช่น หุ้นกลุ่มสิ่งทอ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มเครื่องหนัง เนื่องจากโอกาสเติบโตทางธุรกิจมีค่อนข้างจำกัด ศักยภาพการแข่งขันเริ่มลดลง ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ อำนาจในการต่อรองต่ำทั้งการขึ้นราคาสินค้าและการลดต้นทุนการผลิต ไม่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างความภักดีต่อสินค้าและบริการส่งผลให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง
         หุ้นกลุ่มนี้ แม้รายได้อาจจะเติบโต แต่ผลกำไรจะต้องได้รับผลกระทบทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนไม่ควรคาดหวังกำไรจากส่วนต่างของราคามากนัก แต่น่าจะได้รับเงินปันผลในอัตราที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย
               สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งจากการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เช่น หุ้นรับเหมาก่อสร้าง ที่ได้ประโยชน์จากโครงการเมกกะโปรเจ็ค สาธารณูปโภค ระบบขนส่งมวลชน นี่คือโอกาสเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะการประมูลแต่ละโครงการนั้นจะต้องเสนอราคาต่ำที่สุด ต้องบริหารต้นทุนทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ค่าแรงและการขาดแคลน ตลอดอายุสัญญาโครงการ หากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้าจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรและราคาหุ้นในที่สุด

หุ้นตัวเรา



หุ้นกับคน มีอะไรเหมือนกันอยู่มาก ที่จริงบริษัทก็คือองค์กร ที่ประกอบไปด้วยคนหลายคนมารวมกันเพื่อทำธุรกิจ บริษัทเล็กอาจมีคนไม่กี่คน
บริษัทเล็กที่สุดอาจจะมีเพียงคนเดียว และคนคนหนึ่ง อาจจะเหมือนกับบริษัทเล็กที่สุดที่ "ดำเนินธุรกิจ" และมีรายได้ และมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ก็คือบริษัทที่มีกำไร ซึ่งในที่สุดก็จ่ายปันผลที่เป็นเงินสด ให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น คนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ "จำเป็น" ในชีวิตประจำวันก็จะมีเงินเหลือ ซึ่งอาจจะถือว่าเป็น "กำไร" ที่ในที่สุดเจ้าตัวก็เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้ เหมือนกับ"ปันผล" ให้ตัวเอง ดังนั้นบริษัทหรือคนก็เหมือนกันตรงที่ต่างก็สามารถสร้างเงินสดให้กับเจ้าของได้เรื่อยๆ
บริษัทหรือหุ้นที่มีกำไร และจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน และเพิ่มหรือโตขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นหุ้นที่ดีเติบโตและจะมีคุณค่ามาก เราสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงได้ เช่น ถ้ากำไรปีละ 1 บาทต่อหุ้น เราอาจบอกว่ามีค่าหุ้นละ 25 บาท หรือเรียกว่ามีค่า PE 25 เท่า ถ้าคนๆ หนึ่ง มีรายได้หลังหักค่ากินอยู่ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแล้ว เขามีเงินเหลือปีละหนึ่งแสนบาท เราอาจตีว่าคนๆ นี้มีมูลค่าคิดเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท ถ้าเราให้ค่า PE เขาเท่ากับ 25 เท่า แต่มูลค่านี้ไม่สามารถซื้อขายได้ เพราะคนไม่สามารถซื้อขายได้ คนที่เป็นเจ้าของคนๆ นี้ ก็คือตัวเขาเอง และไม่สามารถเอาไปขายให้ใครได้
ความจริงที่ว่า ตัวเราเหมือนกับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ และที่จริงสามารถคำนวณได้ว่ามีค่าเท่าไร ทำให้คิดว่าการวางแผนทางการเงินที่นักวิชาการ หรือนักวางแผนทางการเงินกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เหตุผลเพราะว่าเราทุกคนจะมี "หุ้น" อีกตัวหนึ่ง ที่ติดอยู่กับตัวเราเสมอ และขายไม่ได้ หุ้นตัวนี้อาจมีค่ามากเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น หรือทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมีค่าคิดเป็นเม็ดเงิน หรือความมั่งคั่งมากมหาศาล หรืออาจมีค่าไม่มาก เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น เราอาจจะไม่รู้ เพราะไม่เคยคิดถึงเลย
บางทีเราอาจไม่ตระหนักว่ามีอยู่ หรือแม้แต่ว่าเรารู้แล้วว่าเรามี "หุ้นตัวเรา" อยู่ เพราะเราอ่านบทความนี้ แต่ก็เป็นหุ้นที่ไม่มีราคาซื้อขาย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ลองคิดว่ามูลค่า "หุ้นตัวเรา" เท่ากับเท่าไร แล้วเราจะทำอะไรกับมัน เราจะ"จัดพอร์ต" หุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอื่นอย่างไร?

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทิ้งรายได้เดือนละ 2แสนบาทสู่เส้นทาง 'วีไอ'ภาสุชา อุตรวณิช




มีเงินสดไหลเข้าบริษัทเดือนละกว่า 200,000 บาท แต่ 'ภาสุชา อุตรวณิช' ก็เลือกปิดธุรกิจขนส่งก้าวสู่เส้นทาง 'วีไอ' รับเหมาดูแลพอร์ตของคนทั้งบ้าน

หนึ่งในเซียนหุ้นรุ่นใหม่ “ภา” ภาสุชา อุตรวณิช คุณแม่ยังสาววัย 34 ปี อดีตเจ้าของธุรกิจขนส่ง มีเงินสดไหลเข้าบริษัทเดือนละกว่า 200,000 บาท แต่ภา เลือกที่จะปิดธุรกิจส่วนตัว เพื่อออกมาลงทุนในตลาดหุ้นแนว Value Investor (วีไอ) ภายใต้พอร์ตของสามี ก่อนจะมาเปิดพอร์ตเป็นของตัวเอง และเธอยังรับหน้าที่ดูแลหุ้นค้าปลีกจำนวน 100 หุ้น ที่ลูกสาววัย 7 ขวบ ตัดสินใจทุบกระปุกออมสินนำเงินเก็บ 1,000 บาท บวกกับเงินเติมให้ของพ่อแม่มาลงทุน จนสามารถสร้างผลตอบแทน 100% ภายในระยะ 1 ปี ได้สำเร็จ

ภา ยึดแนวทางการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม หวังผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 15% ที่ผ่านมาพอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างน่าพอใจ ขณะเดียวกัน เธอพยายามปลูกฝังลูกสาวให้รักการอ่านหนังสือ และออมเงิน ด้วยการหยอดกระปุกวันละ 1 บาท หรือมากกว่านั้น ทุกวันสาวน้อยของเธอจะเหลือเงินค่าขนมกลับบ้านวันละไม่ต่ำกว่า 10 บาท จากเงินค่าขนมวันละ 40 บาท ภาสอนลูกสาววัย 7 ขวบว่า หากเติมเงินลงไปในพอร์ตแล้วเลือกหุ้นดีๆ หนูจะสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นได้ทันที
"โตขึ้นหนูไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนักลงทุนเหมือนแม่ แต่ขอให้รู้จักลงทุน เพราะการออมจะทำให้มีเงินเลี้ยงตัวเองได้ตลอด และหนูจะพบกับคำว่า..อิสระทางการเงิน"

เธอคัดหุ้นมาให้ลูกเลือกพร้อมเหตุผลและลูกสาวก็ตัดสินใจเลือกหุ้น "ค้าปลีก" ด้วยตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าห้างสรรพสินค้ามีคนเข้าออกทุกวัน มากพอๆกับโรงพยาบาล ไม่เพียงออมเงินไว้ในตลาดหุ้นเท่านั้น เธอยังมีอีกกระปุกเก็บเงินไว้ซื้อสิ่งของที่อยากได้ โดยมีเหตุผลว่าการลงทุนต้องฝึกฝนกันตั้งแต่เด็กๆ เปรียบเสมือนภาษาอังกฤษที่ต้องบ่มกันตั้งแต่ยังเล็กโตขึ้นถึงจะสบาย

เจ้าของนามแฝง "KIRI" ในเวบไซต์ไทยวีไอ ย้อนประวัติส่วนตัวให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า เรียนจบคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เกียรตินิยมอันดับ 2 เมื่อเรียนจบก็ไปฝึกงานเกี่ยวกับการแปลใน บริษัท สยามมิชลิน จากนั้นก็ออกมาเรียนต่อปริญญาโทคณะอักษรศาสตร์ ด้านการแปลวรรณกรรม ระหว่างนั้นก็ไปทำงานในบริษัท อัลคาเทล ผู้รับเหมาติดตั้งระบบเทเลคอม และจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ในตำแหน่งโอเปอร์เรเตอร์ รีเซฟชั่น และแอดมิน ทำงานได้ 1 ปี ก็ตัดสินใจลาออก คู่หมั้นที่เจอกันตอนทำงานในสยามมิชลิน ต้องบินไปทำงานที่ประเทศฝรั่งเศสปีกว่า ภาจึงตัดสินใจแต่งงานตอนอายุ 24 ปี แล้วบินไปด้วยกัน
"ตอนนั้นเศร้ามากที่เรียนไม่จบปริญญาโท ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้ว ช่วงที่อยู่ฝรั่งเศส ด้วยสถานะของวีซ่าไม่สามารถทำงานได้ แต่ไม่อยากอยู่เฉยๆ จึงไปลงเรียนหลักสูตรภาษาฝรั่งเศส สำหรับนักศึกษาต่างประเทศ 4-5 เดือน และกะว่าเมื่อเรียนจบจะไปท่องยุโรปก่อนกลับเมืองไทย สุดท้ายผ่านมา 11 เดือน สามีไม่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนอกจึงขอเร่งคอร์สการทำงานเพื่อกลับเมืองไทยเร็วขึ้น"

ความเข้มแข็งของประเทศ



เมื่อถึงเวลาที่นักลงทุนจะต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศเช่นในปัจจุบัน สิ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือ ประเทศไหนจะแข็งแกร่ง รุ่งเรืองเฟื่องฟู

ประเทศไหนอ่อนแอและจะลำบากไปอีกนาน เพราะถ้าเราไม่รู้ เราก็อาจจะเข้าไปลงทุน “ผิดประเทศ” ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผลตอบแทนการลงทุนย่ำแย่ จริงอยู่ ในฐานะที่เป็น VI เราไม่ได้ลงทุนในประเทศ เราลงทุนในตัวหุ้น แต่ความเป็นจริงก็คือ ในยามที่ประเทศกำลังลำบากหรืออยู่ในช่วงตกต่ำนั้น ก็ยากที่บริษัทจะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นมาก ๆ เมื่อเทียบกับอีกบริษัทหนึ่งที่โดดเด่นเช่นเดียวกันแต่อยู่ในประเทศที่กำลังเฟื่องฟู ด้วยเหตุผลนี้ การวิเคราะห์ประเทศจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องรู้ หรือกำลังจำเป็นต้องรู้ อาจจะเนื่องจากเราเห็นว่า Value ของหุ้นในประเทศไทยนั้น “เหลือน้อยลง” เมื่อเทียบกับหุ้นในต่างประเทศ หรือไม่ก็อาจจะเพราะว่าเราอยากกระจายความเสี่ยงการลงทุนโดยการแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง

การวิเคราะห์ความเข้มแข็งของประเทศนั้น ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าปีนี้หรือปีหน้าประเทศนั้นจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการวิเคราะห์กำลังหรือพลังอำนาจโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้างระยะยาวที่ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และพลังอำนาจนี้จะเป็นตัวที่กำหนดว่าประเทศจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำไปอีกนานพอสมควรหรือตลอดไป

พลังอำนาจของประเทศนั้น คิดว่าน่าจะมาจากปัจจัยหลัก ๆ 4-5 เรื่องก็คือ หนึ่ง คุณภาพของคนในประเทศ ว่ามีความรู้หรือมีการศึกษาดีแค่ไหน IQ ของคนเป็นอย่างไร สอง คือจำนวนของคนว่ามีมากน้อยแค่ไหน สาม คือกฎเกณฑ์หรือกฎหมายว่าเอื้ออำนวยต่อการจูงใจให้คนทำงาน ทำธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน สี่ คือทรัพยากรที่ประเทศมีอยู่ รวมถึงพลังงาน แร่ธาตุ และแน่นอน พื้นแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์โดยเฉพาะในทางเกษตรกรรมได้ ห้า คือวัฒนธรรมและความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในชาติว่า มีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ซึ่งรวมไปถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นมาด้วย และคงไม่ต้องบอกว่า ศาสนาและค่านิยม รวมถึง “จิตวิญญาณ” ของการเป็นผู้ประกอบการหรือการ “เสี่ยงภัย” ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

จากแนวทางการวิเคราะห์ข้างต้น ลองมาดูกันว่าระหว่างสหรัฐกับกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและกำลังอำนาจใกล้เคียงกัน ใครแข็งแกร่งกว่าและน่าจะมีอนาคตรุ่งเรืองกว่า ซึ่งคำตอบคืออเมริกา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
เรื่องแรกคือ กลุ่มยูโรโซนนั้น มีรัฐบาลที่กระจัดกระจายนับเป็นสิบๆประเทศและมีภาษาใช้กันหลายภาษา ขณะที่อเมริกานั้นเป็นหนึ่งเดียวและมีภาษาเดียว ดังนั้น นโยบายและการบริหารงานของอเมริกานั้นมีเอกภาพสูงกว่ามาก ทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่า และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ที่เริ่มในอเมริกา อเมริกากลับฟื้นตัวได้ดีกว่ายุโรปมาก

มนุษย์หุ้น 2.0 : นักเตะล่าฝันกับเฮดจ์ฟันด์เงินล้าน

วัยเด็ก การ์ตูนเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจินตนาการของเราได้เป็นอย่างดี สมัยนั้นเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ต้องรู้จัก “กัปตันซึบาสะ” การ์ตูนฟุตบอลสุดฮิต แฟนตาซียอดฮิตผสมจินตนาการ จำได้ว่าตอนเรียนประถม ยามเช้า ยามเที่ยง ยามเย็นต้องชวนเพื่อนพากันไปเล่นบอลโกหนูด้วยลูกบอลพลาสติก วิ่งไล่เตะ ไล่หวดกันแบบบอลวัด โดยสมมติกันเป็นตัวละครในการ์ตูนซึบาสะ ได้ทั้งเหงื่อ ได้ทั้งความสนุกกันไป เมื่อโตขึ้นมาหน่อยระดับมัธยม การ์ตูนฟุตบอล อย่าง “Whistle! ไอ้หนูแข้งทอง”, “ยิงประตูสู่ฝัน”, “viva calcio” ก็เป็นอีกหนึ่งการ์ตูนที่เน้นไปทางการวิ่งตามฝัน การพาตัวเองจากนักเตะเยาวชนโนเนมไปสู่การเล่นระดับอาชีพ การไปเป็นนักเตะดาวรุ่ง การร่วมมือกันพาทีมไปสู่เป้าหมายชัยชนะ
       
       การ์ตูนสามเรื่องนี้จะให้แรงบันดาลใจ และจินตนาการที่หล่อเลี้ยงความฝัน ความอยากเป็นดาวรุ่งในการเล่นฟุตบอลของเด็กๆ ได้ดี แน่นอนว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เชื่อเถอะครับว่าเสี้ยวหนึ่งของความคิดในวัยขาสั้นที่วิ่งไล่เตะฟุตบอลในสนาม เด็กผู้ชายทุกคนอยากเล่นบอลเหนือชั้นกันทั้งนั้น
     
       จากเด็กธรรมดาที่ชอบเล่นฟุตบอล ทั้งโลกคงมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เลือกเส้นทางนี้เป็นงานเลี้ยงชีพ และคงมีไม่มากเท่าไหร่ที่ได้ประสบความสำเร็จเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีชื่อเสียง เป็นดาวเด่น ติดทีมชาติ มีค่าตัวหลายล้านเหรียญ มีค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์มหาศาล การไปถึงจุดนั้นได้นั้นยากแสนเข็ญ ด้วยข้อจำกัดเรื่องของอายุที่ต้องเร่งประสบความสำเร็จก่อน 25, ฝีเท้าที่ต้องโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในตำแหน่งเดียวกัน