วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นักลงทุนสายตาสั้น



การวิเคราะห์หามูลค่าของหุ้นเพื่อการลงทุนนั้น แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะใช้ค่า PE ค่า PB หรือตัวเลขอื่น ที่เป็นตัวเลขง่าย ๆ

ใช้ข้อมูลเพียงปีเดียวหรือข้อมูลปัจจุบัน แต่ถ้าทำให้ถูกต้องตามทฤษฎีแล้ว จะต้องประมาณ “กระแสเงินสด” หรือปันผลที่บริษัทจะจ่ายตลอดไปในอนาคต เสร็จแล้วต้องคำนวณ “มูลค่าส่วนลด” หรือ “ค่าปัจจุบัน” ของกระแสเงินทั้งหมดนั้นก็จะได้ว่า “มูลค่าหุ้น” ควรเป็นเท่าไร ซึ่งวิธีคำนวณแบบนี้เป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำได้ ดังนั้นเราจึงเน้นดูตัวเลขง่ายๆ เพียงตัวเดียวเป็นค่า PE หรือพูดง่ายๆ ใช้ค่า E หรือกำไรเพียงปีเดียว

แต่พอเราใช้ค่า PE ไปนาน ๆ เข้าเราก็เลยลืมไปว่าค่า E หรือกำไรต่อหุ้นเพียงปีเดียวนั้น ที่จริงมีสมมุติฐานต่อว่า จะต้องเป็นกำไรที่จะต้องต่อเนื่องไปตลอดไม่มีที่สิ้นสุด และต้องไม่ลดลงหรือหดหายไป และนี่คือสิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้ เนื่องจากกำไรบริษัทไม่น้อยเป็นกำไรที่ไม่ต่อเนื่อง บางบริษัทอาจจะกำไรต่อไปเพียงปีสองปี บางบริษัทอาจจะยาวไป 8 ปีหรือ 15 ปี หลังจากนั้นแล้วกำไรอาจจะหายไปมากหรือมีความไม่แน่นอนสูง

ดังนั้น การใช้ค่า PE กำหนดมูลค่าหุ้นอาจไม่ถูกต้อง เฉพาะอย่างยิ่งคือมูลค่าหุ้นสูงเกินความเป็นจริง ทำให้การตัดสินใจซื้อขายหุ้นผิดพลาดไม่เป็น “VI” ปัญหานี้อยากเรียกว่าเป็นการมองกิจการที่ไม่ไกลพอหรือเป็นเรื่องของ “นักลงทุนสายตาสั้น” มาดูกันว่ามีกิจการหรือบริษัทแบบไหนที่กำไรไม่ต่อเนื่องตลอดไป

บริษัทกลุ่มแรกที่เห็นได้ชัดว่ากำไรน่าจะไม่ต่อเนื่อง คือบริษัทที่มี “กำไรพิเศษ” อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการขายทรัพย์สินก้อนใหญ่แล้วเกิดกำไรขึ้นมากหรืออย่างมีนัยสำคัญ กรณีแบบนี้ต้องไม่ใช้ค่า PE มาเป็นตัวบอกว่าหุ้นถูกหรือแพง หรือถ้าจะใช้ PE จะต้องตัดกำไรส่วนที่เป็นรายการพิเศษออก ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นหายไปมาก

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังนี้ มักจะเห็นบริษัททำ “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” โดยการขายทรัพย์สินบางส่วนเข้ากองทุน ซึ่งทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น “ผิดปกติ” ซึ่งนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนไม่ควรที่จะให้มูลค่ากับกำไรนี้มากนัก

แต่ในบางบริษัทที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าเป็นปกติ และมีทรัพย์สินที่สร้างรายได้ค่อนข้างมากนั้น มักจะขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอยู่เรื่อย ๆ บางทีเกือบจะทุกปี ในกรณีแบบนี้เขาอาจอ้างได้ว่ากำไรของเขาที่ได้มาอย่างผิดปกติ อาจกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” และดังนั้นน่าจะใช้ค่า PE ในการคำนวณมูลค่าหุ้นได้ แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้น

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

“ออมก่อน รวยกว่า” “ตลาดหุ้น” ตัวเลือก “ปลอดภัย”



“ตลาดเงิน-ตลาดทุน”ตั้งท่า“ผันผวน”ครึ่งปีหลัง“โฆสิต-ภาววิทย์-วรวรรณ”สมาชิกครอบครัวบัวหลวงกระพริบสัญญาณเตือนรีบออมเผื่อมีเรื่อง“เซอร์ไพร์ส"

“เศรษฐกิจไทยชะลอตัว กำลังซื้อหด การเมืองไม่สเถียรภาพ ตลาดหุ้นผันผวน”

“อาการน่าเป็นห่วง” เหล่านี้ ส่อแววจะตั้งเค้า ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 หลังสัญญาณเตือนภัยถูกส่งถี่ขึ้นเรื่อยๆจากคนในแวดวงตลาดเงิน-ตลาดทุน “วางแผนการเงินให้ถูกวิธี” จึงกลายเป็นเรื่องที่เหล่านักลงทุนมือใหม่หันมาใส่ใจมากขึ้นในยามนี้

“ยุคเศรษฐกิจผันผวน เราต้องมีเป้าหมายการเงินชัดเจน ทุกคนต้องบริหารเงินให้เป็น” ประโยคตอกย้ำความสำคัญของการออมงินของ “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ที่พูดบนเวที “การเงินมั่นคงกับครอบครัวบัวหลวง”

“อาจาย์โฆสิต” ย้ำว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมาย เราทุกคนอาจต้องใส่ใจเรื่องออมเงินมากขึ้น อันดับแรกต้องรู้จักบริหารเงินให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง ที่สำคัญลงทุนให้เข้ากับยุคสมัย ปัจจุบันครอบครัวคนไทยมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่แปลกแม้ไซด์จะเล็ก แต่ทำไมภาระค่าใช้จ่ายกลับไม่เล็กตาม (ยิ้ม)

“ผมไม่ขอแจกแจงการลงทุนส่วนตัวนะ” แต่จะบอกว่าการบริหารจัดการเงิน ถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก นับวันจะยิ่งมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว ทุกครอบครัวควรมีสภาพคล่องที่ดี ฉะนั้นจงเลือกลงทุนตามสภาพคล่องของตัวเอง”

“แพท” ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุน บล.บัวหลวง และผู้ก่อตั้ง Stock2Morrow เล่าว่า เศรษฐกิจไม่แน่นอน ตลาดหุ้นลุ่มๆดอนๆเยี่ยงนี้!! คนไทยต้องบริหารงานให้ดี ค่าครองชีพสูงขึ้น สังคมเปลี่ยนไป ทำงานอย่างเดียวไม่เพียงพอใช้จ่ายแล้ว ครั้นจะไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ก็แพงหมดแล้ว ที่ดินไม่ต้องพูดเลย ราคาขึ้นสูงมา ทองคำ ราคายิ่งผันผวน ซื้อตอนนี้เหนื่อย!!

 ฉะนั้นออมเงินด้วยหุ้น ทางเดียวที่ดีที่สุด ท่ามกลางเศรษฐกิจเช่นนี้ “ของถูก” ในตลาดหุ้นยังเหลือเพียบ หาดูดีๆ
ส่วนตัวชอบออมเงินในตลาดหุ้นมากสุด เรียกว่าเทหมดเป๋า 100% แบ่งเป็นหุ้นพื้นฐาน 70% ทุกวันนี้ในพอร์ตมีหุ้นประมาณ 10 ตัว อาทิ กลุ่มพลังงาน กลุ่มแบงก์ กลุ่มสื่อสาร เน้นช้อนตัวที่มีเงินปันผลสูงๆประมาณ 6-7% ค่า P/E ไม่สูง ผลประกอบการขยายตัวสม่ำเสมอ

ถามว่าทำไมต้องมีหุ้นหลายกลุ่ม เราต้องกระจายความเสี่ยง ผลตอบแทนของหุ้นพื้นฐาน ถือว่าขยายตัวเรื่อยๆ ขอไม่บอกตัวเลข แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งกำไรจากหุ้นพื้นฐานจะเติบโตแบบก้าวกระโดด

ส่วนที่เหลืออีก 30% จะอยู่ในรูปของหุ้นเทคนิค ไม่เคยจำกัดว่าต้องมีหุ้นประเภทนี้กี่ตัว ช่วงที่ตลาดอยู่ในช่วงขาลงแบบนี้ “ผมจะรีบลงทุน” มันเป็นช่วง “ไทยแลนด์ แกรนด์ เซล” (หัวเราะ) หลายคนอาจมองว่า ตอนนี้หุ้นไทยเป็น “ขาลง” แต่สำหรับผม คือ “ขาขึ้น” ในรอบ 1 ปี จะมีวิกฤติเกิดขึ้น 2-3 ครั้ง ถามว่าตลาดหุ้น 6 เดือนหลังจะมีหน้าตาแบบไหน ท่าทางจะผันผวนหนักขึ้นเรื่อยๆ คนที่นิยมเล่นสั้น ต้องเล่นเทคนิคสถานเดียว แต่ถ้ามองรวมๆทั้งปี หุ้นยังคงเป็นขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะดีขึ้น

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556




9 กูรู"บูมเชียร์" หุ้นไทย ทองคำ“ไม่เจ๋ง”อย่ายุ่ง

มีเงิน แต่คิดไม่ตกว่าสินทรัพย์ใดหนอ จะสร้างผลตอบแทนคุ้มค่า บนความผันผวน ตลาดทุน-ทอง-ค่าบาท-ดอกเบี้ย กูรูฟันธง"ตลาดหุ้น" ยังน่าสนใจที่สุด

“ทองลง หุ้นผันผวน บาทแข็ง ดอกเบี้ยต่ำ” สถานการณ์เยี่ยงนี้ “เม่าน้อยมือใหม่” คงมืดแปดหน้า “มีเงิน” แต่ไม่รู้จะ “ต่อยอดเงิน” ในสินทรัพย์ประเภทใด ทุกตลาดพร้อมใจ “ตก”อยู่ในอาการ “ผันผวน” เกินคาดเดา

ในมุม “ตลาดหุ้น” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เหล่ากูรูออกมาตบโต๊ะทำนาย SET INDEX 1,700 จุด สิ้นปีนี้ ได้เห็นแน่!! หลังสร้างสถิติสูงสุดรายวัน ล่าสุดปิดตลาด “สูงสุด”1,598 จุด (15 มี.ค.56) ยิ้มได้ไม่นาน ดัชนีก็ทยอยปรับตัวลดลงมาแตะ “จุดต่ำสุด”1,470 จุด ในช่วงเดือนเม.ย.

“เซียนทองคำ” ออกมาฟันธงเอาใจ “แฟนพันธุ์แท้” คุณมีโอกาสสัมผัสราคา 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์!! สุดท้ายเจอแรงเทขายทองคำของไซปรัส ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้ในช่วงวันที่ 12-16 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกอ่อนตัวลงกว่า 200 เหรียญต่อออนซ์

 ล่าสุด ผู้รู้ออกมาส่งสัญญาณรอบใหม่ สิ้นปี 56 ราคาทองคำ อาจทำได้ดีสุดที่ระดับ 1,520 เหรียญต่อออนซ์ ขณะที่บางรายทำนาย “ต่ำสุด” 1,100 เหรียญต่อออนซ์

ส่วน “ค่าเงินบาท” ในช่วง 3 เดือนผ่านมา (ก.พ.-เม.ย.) แข็งค่าไปแล้วประมาณ 6-7% สูงสุดในภูมิภาค จากระดับ 29.81 บาทต่อดอลลาร์ในเดือนก.พ.56 มาอยู่ที่ 29.74 บาท ในเดือนมี.ค.และ 29.23 บาท ก่อนจะลงลึกไปแตะ 28.54 บาทในเดือนเม.ย.และขยับเป็น 29.28 บาท

“ค่าบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไปจาก 3 ปัจจัย เศรษฐกิจที่ดีของเอเซียและอาเซียน สภาพคล่องทั้งในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นไหลกลับเข้ามาลงทุน และแรงกดดันจากการเก็งกำไรที่เข้ามาสมทบ” คำทำนายของ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

ด้าน ดอกเบี้ยเงินฝาก คงในระดับไม่ถึง 4% (ฝากประจำ24 เดือน)

“โจ" อนุรักษ์ บุญแสวง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เจ้าของพอร์ตลงทุน 9 หลัก วิเคราะห์เรื่องนี้ให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น หรือทองคำ ถือเป็นเรื่องปกติ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุน

อยาก “ชนะ” ความผันผวน ข้อมูลต้องแน่น ถ้ามั่นใจจะกลัวทำไม!!

“หุ้น-ทองคำ” จะขึ้นหรือลง หากคุณไม่ยึดติดในเรื่องของ “ราคา” มากไปกว่าความมั่นใจในข้อมูล ลงทุนอย่างไรก็ได้ “กำไร” เชื่อสิ!! หลักการลงทุนแนว VI เราไม่เคยสนใจราคามากไปกว่าพื้นฐาน วีไอของจริงมักซื้อหุ้นตอนมี “ข่าวร้ายชั่วคราว” และขายหุ้นช่วงมี “ข่าวดีชั่วคราว” เช่น มีกำไรจากรายการพิเศษ เป็นต้น

“โจ ลูกอีสาน” นามแฝงในเว็บไซต์ Thaivi ถือโอกาสแนะนำมือใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ว่า คุณควรลงทุนในตลาดหุ้น 100% แบ่งเป็นลงทุนด้วยตัวเอง 50% ที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างๆ

ถามว่าทำไมถึงให้น้ำหนักไปในฝั่งตลาดหุ้น? จะเล่าสถิติให้ฟัง ตลอด 38 ปี นับตั้งแต่ตลาดหุ้นก่อตั้งในปี 2518 “หุ้นไทย” ให้ผลตอบแทน 94 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 12-13% ต่อปี


บทเรียนจากกรุงปราก

โดย : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วงสงกรานต์ ผมได้ไปท่องเที่ยว สาธารณรัฐเช็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงปราก ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ และเช่นเคย นอกจากความบันเทิงหย่อนใจแล้ว

ผมมัก วิเคราะห์ ถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นไป สถานะปัจจุบัน และคิดไปถึงอนาคตว่าประเทศหรือดินแดนที่กำลังเดินอยู่นั้น จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่มันคงไม่มีความหมายมากนัก หากผมจะไม่โยงมาว่าข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเมืองปรากนั้นมันมีความหมายอะไรกับเมืองไทย ลองมาดูกัน

ข้อแรกที่เห็นคือ กรุงปรากนั้นดูเหมือนจะยังเป็นเมือง โบราณ เพราะอาคารบ้านเรือนและร้านค้าต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นตึกเก่าที่อาจจะสร้างมาแล้วหลายร้อยปี หรือบางแห่งอาจจะเป็นพันปี ตึกเหล่านี้สวยงามเต็มไปด้วยศิลปะ แต่ที่สำคัญยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และแน่นอนว่าทุกอย่างภายในอาคาร มีการปรับปรุงใส่เครื่องมืออุปกรณ์ของโลกสมัยใหม่ ที่ทำให้มันทันสมัยมีประสิทธิภาพในการอยู่อาศัยและทำงานในโลกสมัยใหม่

ข้อนี้ถ้าจะพูดไปมีความละม้ายคล้ายกับเมืองหลวงของหลายประเทศในยุโรป ที่มีการอนุรักษ์อาคารและของเก่าๆ ไว้ ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ทำให้เมืองสวยและน่าท่องเที่ยว ความแตกต่างของกรุงปรากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในยุโรป คือปรากนั้นแทบไม่มีตึกสูงเลย และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็ไม่แออัด นี่ทำให้ปรากเป็นเมือง สบาย ๆ ที่ดูผ่อนคลาย

เมืองอาจจะไม่มีอะไรที่ ยิ่งใหญ่ ระดับโลก แต่มีทุกอย่างครบ ไล่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของโบฮีเมียน ไปจนถึงการแสดงละครเวทีและโอเปร่าชั้นนำและพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่มากมาย สถานที่ชอปปิงของที่ระลึกสวยงามน่าสนใจ ทำให้การท่องเที่ยวน่าจะเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของเช็ก

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอย่างหนึ่ง เมื่อเดินตามสถานที่ท่องเที่ยวของปราก คือ ร้านนวดแบบไทยซึ่งเสนอการนวดทุกประเภท เช่น นวดแผนโบราณ นวดน้ำมันหรือนวดฝ่าเท้า โดยพนักงานที่ผมดูแล้วน่าจะเป็นคนไทย ที่เดินทางไปจากเมืองไทยเป็นส่วนใหญ่ ราคาค่านวดนั้นถ้าใช้มาตรฐานของฝรั่งแล้วถือว่าไม่แพง ราคาเริ่มต้นอาจจะ 300-400 บาทไทย ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก เพียงแต่เวลาอาจจะสั้นกว่า

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งนั้นไม่ใช่ว่าเจอร้านนวดไทย แต่ทึ่งเพราะมันมีค่อนข้างมากเห็นทั่วไปหมด คิดว่าร้านนวดนั้นน่าจะเป็นเป็นธุรกิจที่ดีมากในเมืองท่องเที่ยวแถบประเทศยุโรปที่มีอากาศหนาวเย็น ที่คนเดินเที่ยวกันมากจะรู้สึกเมื่อยอยากพักนวด การที่มีร้านนวดแบบไทยที่นักท่องเที่ยว ทั่วโลก เห็นและคุ้นเคยนั้น ผมคิดว่าเป็น ทรัพย์สิน ที่ประเทศไทยควรใช้ให้เป็นประโยชน์

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

“ลูกโป่งใกล้แตก” แล้วหรือยัง ?



รวยด้วยรักรวยด้วยหุ้น:หุ้นไทยใกล้จุดสูงสุดเดิม 1,789 จุด...เป็น “ลูกโป่งใกล้แตก” แล้วหรือยัง ?
คอลัมน์รวยด้วยรัก...รวยด้วยหุ้น …

โดยมนตรี ศรไพศาล (montree4life@yahoo.com; www.oknation.net/blog/richwithlove; @montrees)

ช่วงนี้ ผมได้รับคำถามบ่อยมาก ว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นจุด เป็น “ลูกโป่งใกล้แตก” แล้วหรือยัง ?ก็สมควรอยู่ เพราะช่วงนี้ ตลาดหุ้นไทยระดับใกล้ๆ 1,600 จุด ก่อนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่า ตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯมา ในปี 1975 นั้น มีเพียงเดือนเดียวที่ดัชนีสูงระดับนี้ คือ เดือน มกราคม 1994 ซึ่งดัชนีตลาดฯ ขึ้นสูงสุด ของวันที่สูงสุด 1,789 จุด

ผมมองเร็วๆแล้ว ผมคิดว่า “ไม่ใช่” ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้

1.ระดับ “ลูกโป่ง” วัดด้วยอะไร ? ตอนนั้น กับตอนนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ? ผมวัดระดับ “ลูกโป่ง” ด้วย “เงินกู้สำหรับซื้อหุ้น” หรือ ที่เรียกว่า “มาร์จิ้นโลน” ซึ่งในยุค 1994-1997 นั้น ยอดอยู่แถวๆ 1.2-1.5 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบัน ยอดอยู่เพียงประมาณ 5-5.5 หมื่นล้านบาท เท่านั้น

และหากมองเทียบกับขนาดตลาดฯ ช่วงโน้นมูลค่าตลาดสูงๆเพียง 3.5 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันสูงถึง 13 ล้านล้านบาท กล่าวได้ว่า ขนาดตลาดฯใหญ่ขึ้น กว่า 3 เท่า แต่เงินปล่อยกู้ซื้อหุ้นลดลงต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง กล่าวได้ว่า ระดับสัดส่วนความเป็นลูกโป่งลดลงมากเมื่อเทียบกับขนาดตลาดหุ้น

2.เวลาลูกโป่งแตก แสดงว่าหุ้นแพงมากใช่ไหม ? ตอนนั้น กับตอนนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ? ผมคิดว่าใช่เลยครับ ถ้าหุ้นไม่ใช่แพงมาก ก็คงไม่ตกแรงมาก ตอนนั้น ระดับตลาดหุ้นซื้อขายกันที่ PER ประมาณ 20 เท่า เมื่อเทียบกับปีข้างหน้า และปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า

ผมมักชวนให้นักลงทุนคำนวณส่วนกลับ PER ด้วย เพราะ PER คือ ราคาหุ้น / กำไรต่อหุ้น และ ส่วนกลับ คือ 1/PER = กำไรต่อหุ้น / ราคาหุ้น คือ ผลตอบแทน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปันผล และส่วนที่เหลือบริษัทเก็บไว้โต ซึ่งก็ยังเป็นของเจ้าของหุ้นอยู่ดี


ยุคที่ PER 20 เท่า ผลตอบแทนหรือส่วนกลับก็คือ 1/20 = 5%

และปัจจุบัน PER ประมาณ 14 เท่า ผลตอบแทนหรือส่วนกลับก็คือ 1/14 = 7%

โดยเฉพาะเมื่อเทียบผลตอบแทนกับเงินฝาก ช่วงนั้น คือ 20 เท่า คือผลตอบแทน 5% ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยสถาบันการเงิน ใกล้ๆ 10% ! แต่ ปัจจุบัน PER 14 คือ ผลตอบแทน 7% ก็ยังสูงกว่าดอบแทนธนาคาร ซึ่งอยู่ระดับ 2-3% เท่านั้น จึงยังไม่เห็นแรงกดดันที่น่ากลัวว่า เงินจะแห่ออกจากตลาดหุ้น ไปฝากสถาบันการเงินแต่อย่างใด

เงินปอนด์...เป้าหมายต่อไปของ จอร์จ โซรอส


 
โดยทีมงานจัดการกองทุนบัวหลวง
ศิรารัตน์ อรุณจิตต์

จอร์จ โซรอส….หรือที่เรารู้จักเขาในฐานะ “พ่อมดการเงิน” เราคงจะคุ้นหูกันดีเพราะเคยทำกำไรมหาศาลจากการโจมตีค่าเงินบาทและสกุลเงินของอีกหลายชาติในเอเชียมาแล้วเมื่อช่วงวิกฤตการเงินในเอเชีย ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยในปี 2540

(เตรียม) โจมตี....“ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด” ต้องยกให้ปู่จอร์จผู้นี้ แม้อายุจะใกล้ 83 ปีแล้ว แต่ความเก๋ายังเยอะ ซึ่งล่าสุดมีรายงานช่วงกลางเดือน ก.พ.ว่าเขาสามารถทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29,840 ล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา จากการเข้าเก็งกำไรค่าเงินเยนของญี่ปุ่นหลังจากเยนอ่อนค่าลงกว่า 17% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 4 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเงินเยนอ่อนค่าที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปี 2528 เป็นต้นมา การโจมตีหรือเก็งกำไรค่าเงินของเขาจะเป็นไปในหลายรูปแบบ

ซึ่งกรณีล่าสุด หลังจากปู่จอร์จพิจารณาแล้วว่าญี่ปุ่นจะต้องแก้ปัญหาสถานการณ์ด้านค่าเงินแน่ๆ ก็มีการเก็งกำไรค่าเงินเยนล่วงหน้าและการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่จะได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งต่อมาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็ใช้มาตรการด้านการเงินเพื่อเอาชนะภาวะเงินฝืดตามแรงกดดันของรัฐบาลใหม่ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ตามคาด

เงินปอนด์....สกุลเงินของประเทศอังกฤษในวันนี้กำลังเผชิญกับความยากลำบากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่เมื่อภาคการคลังตึงตัว ภาคการเงินก็ต้องช่วยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้อังกฤษสูญเสียความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดไปเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดย Moody’s ลดอันดับของอังกฤษลง 1 ขั้น จาก Aaa สู่ Aa1 ขณะที่ Standard & Poor และ Fitch Rating ยังคงอันดับ AAA แต่ให้มุมมองเชิงลบไว้ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่ามีโอกาสที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงได้

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

หุ้นล่าฝัน



หุ้นล่าฝัน
โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุดขีด ถ้าสังเกตดูคร่าวๆจะพบว่า หนึ่ง บริษัทขนาดใหญ่มีกำไรเพิ่มขึ้นบ้าง ส่วนใหญ่ไม่มากนักคิดทั้งปีก็อาจจะโตซัก 10%-15%

เรียกว่าไม่ได้โดดเด่นมากขนาดทำให้หุ้นขึ้นถึง 30%-40% อย่างที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับบริษัทขนาดใหญ่คือ พวกเขามักจะมีแผนการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก กู้เงินหรือบางทีเพิ่มทุนขนานใหญ่เพื่อจะไปลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ

สอง บริษัทเล็กๆ มักมีกำไรโตแบบ “ก้าวกระโดด” ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมดีขึ้นและอื่นๆ อีกมากมายรวมถึงบริษัทเหล่านั้นมีขนาดเล็ก กำไรที่เคยมีมักน้อยหรือมีฐานต่ำ ดังนั้นเวลากำไรดีขึ้น เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะสูง บางบริษัทจึงโตได้เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นไปนั้นกลับสูงลิ่วยิ่งกว่ามาก ผลคือ หุ้นตัวเล็กๆ มีค่า PE สูงมาก ค่า PE 30-40 เท่าจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับหุ้นกลุ่มนี้

สาม หุ้นจำนวนไม่น้อย กำไรของบริษัทไม่ได้โดดเด่นนัก บางบริษัทอยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมโตยากหรือแข่งขันหนัก การหวังให้กำไรเติบโตจึงทำได้ยาก ดังนั้น พวกเขาจะหาอะไรมาเป็นตัว “ขับเคลื่อนหุ้น” ที่มักพร้อมจะวิ่งอยู่แล้วถ้ามีอะไรมากระตุ้นในภาวะแบบนี้?

กลยุทธ์ที่จะใช้ขับเคลื่อนราคาหุ้นที่ “ทรงพลัง” มากอย่างหนึ่ง ในภาวะตลาดหุ้น “กระทิงดุ” คือทำธุรกิจที่กำลังร้อนแรง เป็นธุรกิจแห่งอนาคต เป็นธุรกิจใหม่มีศักยภาพเติบโตสูงมาก และเป็นธุรกิจที่บริษัทเองอาจทำอยู่แล้ว หรือเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องที่บริษัทอ้างว่าสามารถทำได้และมีความรู้ความสามารถเพียงพอ