มองเทคนิคแบบ VI
เวลาฟังนักวิเคราะห์ทางเทคนิคพูดถึงราคาหุ้นของแต่ละตัวว่าจะไปทางไหน ควรจะซื้อหรือขาย หรือมีแนวต้านแนวรับเท่าไรแล้ว ผมจะไม่สนใจเลย
เหตุผลก็เพราะผมไม่เชื่อว่าวิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะสามารถทำเงินได้
ประเด็นสำคัญก็คือ การซื้อ ๆ ขาย ๆ
เมื่อราคาขยับไปเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้กำไรที่ได้รับคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็น้อยตามไปด้วย
และนี่หมายความว่าราคาหุ้นต้องขยับไปตามที่เราคาดด้วยวิธีทางเทคนิคด้วย
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ราคาหุ้นอาจจะขยับไปในทางตรงกันข้าม
ผลก็คือเราก็จะขาดทุน ดังนั้น
ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคอาจจะบอกได้ถูกต้องถึง 60-70%
บอกผิด 30-40% แต่ในขณะเดียวกัน
เราต้องเสียค่าคอมมิชชั่นทุกครั้งไม่ว่าเราจะถูกหรือผิด
ผลก็คือ เราก็ไม่เหลืออะไร
เป็นไปได้ว่าเราจะขาดทุนมากกว่ากำไรเพราะเราซื้อขายบ่อยมาก
ดังนั้น โอกาสที่เราจะรวยหรือได้กำไรมาก
ๆ จากการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคมาซื้อขายหุ้นเป็นประจำจึงเป็นไปได้ยากมาก
ถ้าจะถามว่าผมไม่ยอมรับเลยใช่ไหมว่าเรื่องของเทคนิคนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและก็อาจจะเป็นจริงสามารถอธิบายการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้
คำตอบของผมก็คือ ไม่ใช่! เรื่องของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้น อาจจะมี
“รูปแบบ” ที่พอจะคาดการณ์ได้
มันอาจจะมีเหตุผลรองรับ ว่าที่จริงผมเองก็มักจะสังเกตดูการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นบางตัวอยู่เรื่อย
ๆ เมื่อมีเวลาว่าง ผมไม่ได้ใช้กราฟราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้นแบบนักเทคนิคมืออาชีพ
ผมแค่นั่งดูการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นแต่ละวันและก็พยายามคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้น
“เบื้องหลัง” หุ้นตัวนั้น และต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นเคลื่อนไหวอย่างที่มันกำลังเป็น
เหตุผลข้อแรก ก็คือเรื่องของ “จิตวิทยา”
ของนักลงทุน ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นอาจจะเคลื่อนไหวไปตาม
“จิตวิทยาหมู่” ของ “มวลมหาประชากรของนักลงทุน” ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นที่พวกเขาเชื่อว่าจะวิ่งขึ้นไปมากด้วยเหตุผลบางอย่าง
ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นขึ้นไปจริงตามคำทำนาย หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Self- Prophecy กระบวนการก็คือ เมื่อนักลงทุนเห็นราคาหุ้นของหุ้น
“ยอดนิยม” ปรับตัวสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
พวกเขาก็อยากจะ “กระโดดขึ้นรถ”
เพื่อขอทำกำไรไปด้วย นั่นก็คือ
พวกเขาเข้าไปซื้อหุ้น และการซื้อหุ้นของพวกเขาก็มีส่วนที่จะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น
ดังนั้นหุ้นก็จะวิ่งขึ้นต่อไปตามที่พวกเขาคาดไว้
และนี่ก็จะดึงดูดให้นักลงทุนคนใหม่เข้ามาซื้อเพิ่มเพื่อหวังทำกำไรและก็ทำให้หุ้นเพิ่มต่อขึ้นไปอีก
เหตุผลข้อสอง ที่อาจจะเป็นเบื้องหลังของราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
หรือปรับตัวลงมาเรื่อย ๆ “ตามเทคนิค”
ก็คือเรื่องของการ “มีข้อมูลที่ไม่เท่ากัน”
ของนักลงทุนเกี่ยวกับตัวบริษัทนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาจจะค้นพบเหมืองทองคำ
หรือกำลังได้งานหรือสัญญาที่จะทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยมในอีกหลายปีข้างหน้า
คนที่รู้ก่อนก็คือบุคคลภายในบริษัท </SPANInsider) หรือคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะเข้ามาซื้อหุ้นก่อนและทำให้ราคาหุ้นขยับปรับตัวขึ้น
ครั้นแล้วคนเหล่านั้นก็จะบอกคนใกล้ชิดหรือเพื่อนซึ่งก็จะเข้ามาซื้อเป็นรายต่อไปซึ่งก็จะทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปอีก
ต่อมานักวิเคราะห์ซึ่งสังเกตเห็นราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็ค้นพบข้อมูล
อาจจะโดยการเปิดเผยของบริษัท ก็จะออกบทวิเคราะห์แนะนำให้ซื้อหุ้น
ต่อจากนั้น นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ก็อาจจะเข้ามาซื้อหุ้นล็อตใหญ่เก็บเข้าพอร์ตส่งผลให้ราคาวิ่งขึ้นอย่างแรง
และสุดท้าย นักลงทุนรายย่อยประเภท
“แมงเม่า” ก็ได้รับรู้ข่าวสารที่
“ดีสุดยอด” นั้นและเข้ามาซื้อหุ้นซึ่งก็ยิ่งทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอีก
กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดทันทีแต่ค่อย ๆ ทยอยเกิดขึ้นส่งผลให้ราคาค่อย ๆ ปรับตัวขึ้น
อาจจะเป็นหลายเดือน ดังนั้น
นี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเทคนิคสามารถเข้ามาทำกำไรได้ในจุดใดจุดหนึ่ง





