วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556




9 กูรู"บูมเชียร์" หุ้นไทย ทองคำ“ไม่เจ๋ง”อย่ายุ่ง

มีเงิน แต่คิดไม่ตกว่าสินทรัพย์ใดหนอ จะสร้างผลตอบแทนคุ้มค่า บนความผันผวน ตลาดทุน-ทอง-ค่าบาท-ดอกเบี้ย กูรูฟันธง"ตลาดหุ้น" ยังน่าสนใจที่สุด

“ทองลง หุ้นผันผวน บาทแข็ง ดอกเบี้ยต่ำ” สถานการณ์เยี่ยงนี้ “เม่าน้อยมือใหม่” คงมืดแปดหน้า “มีเงิน” แต่ไม่รู้จะ “ต่อยอดเงิน” ในสินทรัพย์ประเภทใด ทุกตลาดพร้อมใจ “ตก”อยู่ในอาการ “ผันผวน” เกินคาดเดา

ในมุม “ตลาดหุ้น” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เหล่ากูรูออกมาตบโต๊ะทำนาย SET INDEX 1,700 จุด สิ้นปีนี้ ได้เห็นแน่!! หลังสร้างสถิติสูงสุดรายวัน ล่าสุดปิดตลาด “สูงสุด”1,598 จุด (15 มี.ค.56) ยิ้มได้ไม่นาน ดัชนีก็ทยอยปรับตัวลดลงมาแตะ “จุดต่ำสุด”1,470 จุด ในช่วงเดือนเม.ย.

“เซียนทองคำ” ออกมาฟันธงเอาใจ “แฟนพันธุ์แท้” คุณมีโอกาสสัมผัสราคา 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์!! สุดท้ายเจอแรงเทขายทองคำของไซปรัส ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุน ทำให้ในช่วงวันที่ 12-16 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกอ่อนตัวลงกว่า 200 เหรียญต่อออนซ์

 ล่าสุด ผู้รู้ออกมาส่งสัญญาณรอบใหม่ สิ้นปี 56 ราคาทองคำ อาจทำได้ดีสุดที่ระดับ 1,520 เหรียญต่อออนซ์ ขณะที่บางรายทำนาย “ต่ำสุด” 1,100 เหรียญต่อออนซ์

ส่วน “ค่าเงินบาท” ในช่วง 3 เดือนผ่านมา (ก.พ.-เม.ย.) แข็งค่าไปแล้วประมาณ 6-7% สูงสุดในภูมิภาค จากระดับ 29.81 บาทต่อดอลลาร์ในเดือนก.พ.56 มาอยู่ที่ 29.74 บาท ในเดือนมี.ค.และ 29.23 บาท ก่อนจะลงลึกไปแตะ 28.54 บาทในเดือนเม.ย.และขยับเป็น 29.28 บาท

“ค่าบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไปจาก 3 ปัจจัย เศรษฐกิจที่ดีของเอเซียและอาเซียน สภาพคล่องทั้งในสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นไหลกลับเข้ามาลงทุน และแรงกดดันจากการเก็งกำไรที่เข้ามาสมทบ” คำทำนายของ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

ด้าน ดอกเบี้ยเงินฝาก คงในระดับไม่ถึง 4% (ฝากประจำ24 เดือน)

“โจ" อนุรักษ์ บุญแสวง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เจ้าของพอร์ตลงทุน 9 หลัก วิเคราะห์เรื่องนี้ให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า ความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น หรือทองคำ ถือเป็นเรื่องปกติ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุน

อยาก “ชนะ” ความผันผวน ข้อมูลต้องแน่น ถ้ามั่นใจจะกลัวทำไม!!

“หุ้น-ทองคำ” จะขึ้นหรือลง หากคุณไม่ยึดติดในเรื่องของ “ราคา” มากไปกว่าความมั่นใจในข้อมูล ลงทุนอย่างไรก็ได้ “กำไร” เชื่อสิ!! หลักการลงทุนแนว VI เราไม่เคยสนใจราคามากไปกว่าพื้นฐาน วีไอของจริงมักซื้อหุ้นตอนมี “ข่าวร้ายชั่วคราว” และขายหุ้นช่วงมี “ข่าวดีชั่วคราว” เช่น มีกำไรจากรายการพิเศษ เป็นต้น

“โจ ลูกอีสาน” นามแฝงในเว็บไซต์ Thaivi ถือโอกาสแนะนำมือใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ว่า คุณควรลงทุนในตลาดหุ้น 100% แบ่งเป็นลงทุนด้วยตัวเอง 50% ที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างๆ

ถามว่าทำไมถึงให้น้ำหนักไปในฝั่งตลาดหุ้น? จะเล่าสถิติให้ฟัง ตลอด 38 ปี นับตั้งแต่ตลาดหุ้นก่อตั้งในปี 2518 “หุ้นไทย” ให้ผลตอบแทน 94 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น 12-13% ต่อปี


บทเรียนจากกรุงปราก

โดย : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วงสงกรานต์ ผมได้ไปท่องเที่ยว สาธารณรัฐเช็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรุงปราก ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ และเช่นเคย นอกจากความบันเทิงหย่อนใจแล้ว

ผมมัก วิเคราะห์ ถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นไป สถานะปัจจุบัน และคิดไปถึงอนาคตว่าประเทศหรือดินแดนที่กำลังเดินอยู่นั้น จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่มันคงไม่มีความหมายมากนัก หากผมจะไม่โยงมาว่าข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเมืองปรากนั้นมันมีความหมายอะไรกับเมืองไทย ลองมาดูกัน

ข้อแรกที่เห็นคือ กรุงปรากนั้นดูเหมือนจะยังเป็นเมือง โบราณ เพราะอาคารบ้านเรือนและร้านค้าต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นตึกเก่าที่อาจจะสร้างมาแล้วหลายร้อยปี หรือบางแห่งอาจจะเป็นพันปี ตึกเหล่านี้สวยงามเต็มไปด้วยศิลปะ แต่ที่สำคัญยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และแน่นอนว่าทุกอย่างภายในอาคาร มีการปรับปรุงใส่เครื่องมืออุปกรณ์ของโลกสมัยใหม่ ที่ทำให้มันทันสมัยมีประสิทธิภาพในการอยู่อาศัยและทำงานในโลกสมัยใหม่

ข้อนี้ถ้าจะพูดไปมีความละม้ายคล้ายกับเมืองหลวงของหลายประเทศในยุโรป ที่มีการอนุรักษ์อาคารและของเก่าๆ ไว้ ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ทำให้เมืองสวยและน่าท่องเที่ยว ความแตกต่างของกรุงปรากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในยุโรป คือปรากนั้นแทบไม่มีตึกสูงเลย และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็ไม่แออัด นี่ทำให้ปรากเป็นเมือง สบาย ๆ ที่ดูผ่อนคลาย

เมืองอาจจะไม่มีอะไรที่ ยิ่งใหญ่ ระดับโลก แต่มีทุกอย่างครบ ไล่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของโบฮีเมียน ไปจนถึงการแสดงละครเวทีและโอเปร่าชั้นนำและพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่มากมาย สถานที่ชอปปิงของที่ระลึกสวยงามน่าสนใจ ทำให้การท่องเที่ยวน่าจะเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของเช็ก

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอย่างหนึ่ง เมื่อเดินตามสถานที่ท่องเที่ยวของปราก คือ ร้านนวดแบบไทยซึ่งเสนอการนวดทุกประเภท เช่น นวดแผนโบราณ นวดน้ำมันหรือนวดฝ่าเท้า โดยพนักงานที่ผมดูแล้วน่าจะเป็นคนไทย ที่เดินทางไปจากเมืองไทยเป็นส่วนใหญ่ ราคาค่านวดนั้นถ้าใช้มาตรฐานของฝรั่งแล้วถือว่าไม่แพง ราคาเริ่มต้นอาจจะ 300-400 บาทไทย ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก เพียงแต่เวลาอาจจะสั้นกว่า

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งนั้นไม่ใช่ว่าเจอร้านนวดไทย แต่ทึ่งเพราะมันมีค่อนข้างมากเห็นทั่วไปหมด คิดว่าร้านนวดนั้นน่าจะเป็นเป็นธุรกิจที่ดีมากในเมืองท่องเที่ยวแถบประเทศยุโรปที่มีอากาศหนาวเย็น ที่คนเดินเที่ยวกันมากจะรู้สึกเมื่อยอยากพักนวด การที่มีร้านนวดแบบไทยที่นักท่องเที่ยว ทั่วโลก เห็นและคุ้นเคยนั้น ผมคิดว่าเป็น ทรัพย์สิน ที่ประเทศไทยควรใช้ให้เป็นประโยชน์

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

“ลูกโป่งใกล้แตก” แล้วหรือยัง ?



รวยด้วยรักรวยด้วยหุ้น:หุ้นไทยใกล้จุดสูงสุดเดิม 1,789 จุด...เป็น “ลูกโป่งใกล้แตก” แล้วหรือยัง ?
คอลัมน์รวยด้วยรัก...รวยด้วยหุ้น …

โดยมนตรี ศรไพศาล (montree4life@yahoo.com; www.oknation.net/blog/richwithlove; @montrees)

ช่วงนี้ ผมได้รับคำถามบ่อยมาก ว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นจุด เป็น “ลูกโป่งใกล้แตก” แล้วหรือยัง ?ก็สมควรอยู่ เพราะช่วงนี้ ตลาดหุ้นไทยระดับใกล้ๆ 1,600 จุด ก่อนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่า ตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯมา ในปี 1975 นั้น มีเพียงเดือนเดียวที่ดัชนีสูงระดับนี้ คือ เดือน มกราคม 1994 ซึ่งดัชนีตลาดฯ ขึ้นสูงสุด ของวันที่สูงสุด 1,789 จุด

ผมมองเร็วๆแล้ว ผมคิดว่า “ไม่ใช่” ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้

1.ระดับ “ลูกโป่ง” วัดด้วยอะไร ? ตอนนั้น กับตอนนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ? ผมวัดระดับ “ลูกโป่ง” ด้วย “เงินกู้สำหรับซื้อหุ้น” หรือ ที่เรียกว่า “มาร์จิ้นโลน” ซึ่งในยุค 1994-1997 นั้น ยอดอยู่แถวๆ 1.2-1.5 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบัน ยอดอยู่เพียงประมาณ 5-5.5 หมื่นล้านบาท เท่านั้น

และหากมองเทียบกับขนาดตลาดฯ ช่วงโน้นมูลค่าตลาดสูงๆเพียง 3.5 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันสูงถึง 13 ล้านล้านบาท กล่าวได้ว่า ขนาดตลาดฯใหญ่ขึ้น กว่า 3 เท่า แต่เงินปล่อยกู้ซื้อหุ้นลดลงต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง กล่าวได้ว่า ระดับสัดส่วนความเป็นลูกโป่งลดลงมากเมื่อเทียบกับขนาดตลาดหุ้น

2.เวลาลูกโป่งแตก แสดงว่าหุ้นแพงมากใช่ไหม ? ตอนนั้น กับตอนนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ? ผมคิดว่าใช่เลยครับ ถ้าหุ้นไม่ใช่แพงมาก ก็คงไม่ตกแรงมาก ตอนนั้น ระดับตลาดหุ้นซื้อขายกันที่ PER ประมาณ 20 เท่า เมื่อเทียบกับปีข้างหน้า และปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า

ผมมักชวนให้นักลงทุนคำนวณส่วนกลับ PER ด้วย เพราะ PER คือ ราคาหุ้น / กำไรต่อหุ้น และ ส่วนกลับ คือ 1/PER = กำไรต่อหุ้น / ราคาหุ้น คือ ผลตอบแทน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นปันผล และส่วนที่เหลือบริษัทเก็บไว้โต ซึ่งก็ยังเป็นของเจ้าของหุ้นอยู่ดี


ยุคที่ PER 20 เท่า ผลตอบแทนหรือส่วนกลับก็คือ 1/20 = 5%

และปัจจุบัน PER ประมาณ 14 เท่า ผลตอบแทนหรือส่วนกลับก็คือ 1/14 = 7%

โดยเฉพาะเมื่อเทียบผลตอบแทนกับเงินฝาก ช่วงนั้น คือ 20 เท่า คือผลตอบแทน 5% ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยสถาบันการเงิน ใกล้ๆ 10% ! แต่ ปัจจุบัน PER 14 คือ ผลตอบแทน 7% ก็ยังสูงกว่าดอบแทนธนาคาร ซึ่งอยู่ระดับ 2-3% เท่านั้น จึงยังไม่เห็นแรงกดดันที่น่ากลัวว่า เงินจะแห่ออกจากตลาดหุ้น ไปฝากสถาบันการเงินแต่อย่างใด

เงินปอนด์...เป้าหมายต่อไปของ จอร์จ โซรอส


 
โดยทีมงานจัดการกองทุนบัวหลวง
ศิรารัตน์ อรุณจิตต์

จอร์จ โซรอส….หรือที่เรารู้จักเขาในฐานะ “พ่อมดการเงิน” เราคงจะคุ้นหูกันดีเพราะเคยทำกำไรมหาศาลจากการโจมตีค่าเงินบาทและสกุลเงินของอีกหลายชาติในเอเชียมาแล้วเมื่อช่วงวิกฤตการเงินในเอเชีย ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยในปี 2540

(เตรียม) โจมตี....“ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด” ต้องยกให้ปู่จอร์จผู้นี้ แม้อายุจะใกล้ 83 ปีแล้ว แต่ความเก๋ายังเยอะ ซึ่งล่าสุดมีรายงานช่วงกลางเดือน ก.พ.ว่าเขาสามารถทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29,840 ล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา จากการเข้าเก็งกำไรค่าเงินเยนของญี่ปุ่นหลังจากเยนอ่อนค่าลงกว่า 17% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นไตรมาส 4 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเงินเยนอ่อนค่าที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปี 2528 เป็นต้นมา การโจมตีหรือเก็งกำไรค่าเงินของเขาจะเป็นไปในหลายรูปแบบ

ซึ่งกรณีล่าสุด หลังจากปู่จอร์จพิจารณาแล้วว่าญี่ปุ่นจะต้องแก้ปัญหาสถานการณ์ด้านค่าเงินแน่ๆ ก็มีการเก็งกำไรค่าเงินเยนล่วงหน้าและการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่จะได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งต่อมาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็ใช้มาตรการด้านการเงินเพื่อเอาชนะภาวะเงินฝืดตามแรงกดดันของรัฐบาลใหม่ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ตามคาด

เงินปอนด์....สกุลเงินของประเทศอังกฤษในวันนี้กำลังเผชิญกับความยากลำบากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ที่เมื่อภาคการคลังตึงตัว ภาคการเงินก็ต้องช่วยผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้อังกฤษสูญเสียความน่าเชื่อถือระดับสูงสุดไปเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดย Moody’s ลดอันดับของอังกฤษลง 1 ขั้น จาก Aaa สู่ Aa1 ขณะที่ Standard & Poor และ Fitch Rating ยังคงอันดับ AAA แต่ให้มุมมองเชิงลบไว้ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่ามีโอกาสที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงได้

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

หุ้นล่าฝัน



หุ้นล่าฝัน
โดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุดขีด ถ้าสังเกตดูคร่าวๆจะพบว่า หนึ่ง บริษัทขนาดใหญ่มีกำไรเพิ่มขึ้นบ้าง ส่วนใหญ่ไม่มากนักคิดทั้งปีก็อาจจะโตซัก 10%-15%

เรียกว่าไม่ได้โดดเด่นมากขนาดทำให้หุ้นขึ้นถึง 30%-40% อย่างที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับบริษัทขนาดใหญ่คือ พวกเขามักจะมีแผนการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก กู้เงินหรือบางทีเพิ่มทุนขนานใหญ่เพื่อจะไปลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ

สอง บริษัทเล็กๆ มักมีกำไรโตแบบ “ก้าวกระโดด” ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมดีขึ้นและอื่นๆ อีกมากมายรวมถึงบริษัทเหล่านั้นมีขนาดเล็ก กำไรที่เคยมีมักน้อยหรือมีฐานต่ำ ดังนั้นเวลากำไรดีขึ้น เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะสูง บางบริษัทจึงโตได้เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นไปนั้นกลับสูงลิ่วยิ่งกว่ามาก ผลคือ หุ้นตัวเล็กๆ มีค่า PE สูงมาก ค่า PE 30-40 เท่าจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับหุ้นกลุ่มนี้

สาม หุ้นจำนวนไม่น้อย กำไรของบริษัทไม่ได้โดดเด่นนัก บางบริษัทอยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมโตยากหรือแข่งขันหนัก การหวังให้กำไรเติบโตจึงทำได้ยาก ดังนั้น พวกเขาจะหาอะไรมาเป็นตัว “ขับเคลื่อนหุ้น” ที่มักพร้อมจะวิ่งอยู่แล้วถ้ามีอะไรมากระตุ้นในภาวะแบบนี้?

กลยุทธ์ที่จะใช้ขับเคลื่อนราคาหุ้นที่ “ทรงพลัง” มากอย่างหนึ่ง ในภาวะตลาดหุ้น “กระทิงดุ” คือทำธุรกิจที่กำลังร้อนแรง เป็นธุรกิจแห่งอนาคต เป็นธุรกิจใหม่มีศักยภาพเติบโตสูงมาก และเป็นธุรกิจที่บริษัทเองอาจทำอยู่แล้ว หรือเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องที่บริษัทอ้างว่าสามารถทำได้และมีความรู้ความสามารถเพียงพอ

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2556

หลักที่คนไม่ทำตาม



วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยพูดหลักการของเขาไว้ว่า "มีคนเอาไปกล่าวอ้างมากมาย แต่น้อยคนที่จะทำตาม" คงเป็นเรื่องดูดี ดูเท่
สำหรับคนที่อ้างคำพูดของบัฟเฟตต์ แต่ลึกๆ แล้ว เขาคงไม่เชื่อหลักการของบัฟเฟตต์ จะทำกำไรได้ดีเท่ากับแนวคิดและวิธีการของเขาเอง เขาอาจเชื่อสิ่งที่บัฟเฟตต์ทำ ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบัฟเฟตต์ หรือเป็นสิ่งที่ดีในตลาดหุ้นอย่างตลาดหุ้นนิวยอร์ค หรืออาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักลงทุนบางคน ที่มีเงินมากมหาศาลอย่างบัฟเฟตต์ แต่ไม่ใช่สำหรับเขาที่มีพอร์ตเล็กนิดเดียว หรือในตลาดหุ้นไทยที่บริษัทส่วนมากเป็นบริษัทขนาดเล็ก และถ้าเป็นบริษัทใหญ่คุณภาพไม่โดดเด่นเหมือนอย่างในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ทำตามสิ่งที่บัฟเฟตต์สอนในหลายเรื่อง
ว่าที่จริงในหลายหลักการที่บัฟเฟตต์พูดถึง เขากลับทำตรงกันข้าม ข้ออ้างของเขา คือ วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด คือวิธีที่ถูกกับ "จริต" หรือสไตล์ หรือความชำนาญของตัวเอง "อย่าไปตีกอล์ฟตามวงของไทเกอร์วู้ด แต่ตีตามวงสวิงเหมาะกับร่างกายหรือความสามารถของตนเอง" เขาอาจพูดแบบนี้ ผมคงไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ว่านั่นเป็นความคิดถูกหรือไม่ แต่อยากจะลองลิสต์ดูรายการที่ VI ไทยจำนวนไม่น้อยคิดและทำที่ดูเหมือนจะไม่ใช่แนวคิดของบัฟเฟตต์เลย

เรื่องแรกคือบัฟเฟตต์บอกว่า การซื้อหุ้นของบริษัทดีเยี่ยมในราคายุติธรรม ดีกว่าการซื้อหุ้นของบริษัทธรรมดาราคาถูกมาก แต่ VI น้อยคนที่จะซื้อหุ้นของบริษัทดีมาก เพราะเขามักคิดว่า "แพง" เสมอ เมื่อเทียบกับอีกบริษัทหนึ่ง ที่กำลังมองอยู่ที่มีราคา "ถูกมาก" หลายคนอาจคิดหรือบอกว่า เขาคิดว่าการซื้อบริษัทที่ดีมาก บางทีอาจให้ผลตอบแทนที่ใช้ได้อยู่ แต่เมื่อเทียบกับบริษัทที่ "ถูกมาก" แล้ว ก็ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่า ขณะที่ความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงมามากกว่าเพราะราคา"สูง" สำหรับเขาแล้ว การซื้อบริษัทระดับรองลงมา ที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามากจึงคุ้มค่ากว่า

เรื่องที่สองคือ ระยะเวลาลงทุนในหุ้นแต่ละตัว เรื่องนี้บัฟเฟตต์พูดไว้มากในหลายๆ โอกาส เริ่มตั้งแต่การโค้ดคำพูดของ ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ ที่ว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นดีเยี่ยมในราคายุติธรรมได้แล้ว เวลาจะขายหุ้นคือ "ไม่มีวันขาย" หรือถือตลอดไป หรืออีกครั้งหนึ่งบัฟเฟตต์ได้พูดถึงพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของคนในตลาดหลักทรัพย์ว่า “นานมาแล้ว เซอร์ไอแซ็ค นิวตัน ได้ค้นพบทฤษฎีของการเคลื่อนไหวของวัตถุสามข้อซึ่งเป็นงานของอัจฉริยะ แต่ความเป็นอัจฉริยะของเขานั้นไม่ได้ส่งมาถึงเรื่องการลงทุน เขาขาดทุนอย่างหนักจากเหตุการณ์ฟองสบู่เซ้าธ์ซี ซึ่งทำให้เขาออกมาพูดว่า ‘ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวแต่ไม่สามารถวัดความบ้าคลั่งของมนุษย์’ ถ้าเซอร์ไอแซ็คนิวตันไม่ชอกช้ำจากการสูญเสียครั้งนั้นเกินไป เขาคงสามารถค้นพบกฎข้อที่สี่ของการเคลื่อนไหวนั่นคือ ‘สำหรับนักลงทุนโดยรวมแล้ว ผลตอบแทนจะลดลงเมื่อการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น’ ”

“เสี่ยปู่” “ชม” หุ้นความงาม “สวยทั้งคู่”



“เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล “ปันใจ” บอก วันใดค่า P/E สองหุ้นความงาม “คาร์มาร์ท” VS “บิวตี้ คอมมูนิตี้” ลงมาเท่ากัน พร้อมซื้อหุ้น BEAUTY

“หุ้น คาร์มาร์ท (KAMART) ของ “วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล” ผู้ถือหุ้นใหญ่ 138.11 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.02% ณ วันที่ 27 พ.ย.2555 เคยเป็น “หุ้นความงาม” ตัวเดียวที่ “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน “โครตรัก” เขาถือหุ้น KAMART สูงสุดเป็นอันดับ 2 จำนวน 24.570 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.10% ขณะที่ภรรยา “วารุณี ชลคดีดำรงกุล” ครอบครองหุ้นอยู่ 6.27 ล้านบาท คิดเป็น 1.05% (ตัวเลข ณ วันที่ 27 พ.ย.2555) รองจากหุ้น บ้านร็อคการ์เด้น (BROCK) ที่ถืออยู่ 89.30 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.93% (ณ วันที่ 2 มี.ค.2555)

เจ้าของห้อง VIP หมายเลข 129 ประจำโบรกเกอร์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ชั้น 20 อาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เคยถือหุ้น KAMART สูงสุด 5.24% ในปี 2555 ตลอดปีที่ผ่านมามีการซื้อขายทั้งหมด 5 รายการ แบ่งเป็นซื้อ 0.10% วันที่ 25 ก.ค. ก่อนจะขายทำกำไร 0.62% ในวันที่ 30 ก.ค. และกลับมาซื้อ 0.50% ในวันที่ 14 ส.ค.ก่อนจะขาย 0.17% วันที่ 24 ต.ค. และกลับมาช้อนอีกครั้ง 0.25% ในวันที่ 5 พ.ย.2555

แต่เมื่อปลายปี 2555 “เสี่ยปู่” ยืดอกยอมรับว่าได้ “ปันใจ” ไป “หลงรัก” หุ้นความงามตัวใหม่ อย่าง บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ของ “หมอสุวิน ไกรภูเบศ” ผู้มีประวัติชีวิตดั่งเช่นละคร ด้วยเหตุผลที่ว่า “บิวตี้ คอมมูนิตี้ มีกำไรสูง เงินสดเยอะ หนี้น้อย และไม่ใช่สินค้าแฟชั่น”

ก่อนจะปฎิบัติการณ์สลัดหุ้น BEAUTY จำนวน 500,000 หุ้น ราคา 19 บาท ในวันแรก “เสี่ยปู่” เคยบอกกับ "กรุงเทพธุรกิจ Biz Week" ว่า เดี๋ยวจะโทรไปนัดแนะ “หมอสุวิน” ให้ออกมานั่งดินเนอร์แบบ “เอ็กซ์คลูซีฟ” นอกสถานที่ เพื่อสอบถามอนาคตของ “บิวตี้ คอมมูนิตี้” ประเด็นหนึ่งที่ “เสี่ยปู่” ยอมรับว่าอาจทำให้ราคาหุ้น BEAUTY ไม่ไปต่อ คือ “คุณหมอจะต่อยอดธุรกิจอย่างไร เมื่อเปิดร้านแบรนด์ บิวตี้ บุฟเฟ่ต์ และแบรนด์ บิวตี้ คอทเทจ ครบทุกห้างในเมืองไทย” แม้จะได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ แต่”เสี่ยปู่” ก็อดใจไม่ไหว จำต้องขายยกแผงวันแรก โกยกำไรเข้ากระเป๋าเหนาะๆ 5,500,000 บาท !!!!

“ผมโทรไปชวนคุณหมอออกมาคุย ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง (ไม่ยอมบอกชื่อร้าน) แม้จะใช้เวลาสอบถามโน่นนี่เพียง 1 ชั่วโมง แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าบริษัทความงามแห่งนี้ มีการบริหารจัดการที่ดี เขามีหน้าร้านเป็นของตัวเอง นั่นแปลว่า เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาจะเป็นคนที่สบายตัวที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง “คาร์มาร์ท” ที่ทุกวันนี้ยังต้องอาศัยพื้นที่คนอื่นขายของ” “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เล่าให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟังชัดๆอีกครั้ง

“เซียนหุ้นรายใหญ่” ยังวิเคราะห์ 2 หุ้นความงามให้ฟังว่า หากมองเนื้อในของหุ้น BEAUTY ถือว่ามี “ข้อดี” มากกว่าหุ้น KAMART ข้อแรก เขาสามารถนำสินค้า 2 แบรนด์หลัก ไปเปิดขายได้ถึง 2 ร้าน เรียกว่าแยกกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ไม่เหมือนเจ้าอื่นที่ต้องนำสินค้ามากองรวมกันแล้วเปิดได้เพียง 1 ร้าน สินค้าติดตลาดแล้วใครก็อ้าแขนรับ เขามีผลิตภัณฑ์หลากหลายราคา ล่าสุดยังมีแผนจะนำสินค้าไปขายในเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมาก เขาคงเห็น “คาร์มาร์ท” ทำแล้วรุ่ง (หัวเราะ)