วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

เปิดผลวิจัยGen Y 2012 ไทยเด่นต่อยอด-ชอบเล่นหุ้น


ค่ายมายด์แชร์ เอเยนซี่เครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร กับผลสำรวจจากกระแสวัฒนธรรมและเทรนด์ เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการ Gen YระบุGenYไทยโดดเด่นนักสร้างสรรค์ศิลป์ ชอบเล่นหุ้น มีเงินเก็บเกิน 10 ล้านบาท แซงหน้า Gen Y ในญี่ปุ่นที่ไม่ชอบความเสี่ยง ย้ำเป็นเครื่องมือให้นักการตลาด แบรนด์สินค้า บริการต่างๆสามารถนำข้อมูลนี้มาปรับใช้ในกลยุทธ์การสื่อสารได้
      
       รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้น โดยมายด์แชร์เอเชียแปซิฟิคสาขาสิงคโปร์ โดยศึกษาข้อมูล จากผู้ประกอบการธุรกิจ Gen Y กว่า 300 คนใน 38 ประเทศ ซึ่งรววมถึง เมืองใหญ่ๆเช่น นิวยอร์ค ลอนดอน เซียงไฮ้ และกรุงเทพ เพื่อศึกษาว่าความคิดริเริ่มและไอเดียใหม่ๆของวัยรุ่นจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ และจุดประกายการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการสื่อสารในสังคมได้อย่างไร
      
       ผลการวิจัยCulture Vulture เป็นการนำเครื่องมือและฐานข้อมูล 2 ชุดของทีมวางแผนธุรกิจของมายด์แชร์มาใช้ร่วมกันในการศึกษาข้อมูล โดยกลุ่มแรกคือ Mindreader เป็นการใช้การศึกษาเชิงปริมาณจากฐานข้อมูลกว่า 40,000 คน ใน 40 ประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลนี้ทำให้ทราบถึงประวัติและความต้องการของ Gen Y และกลุ่มที่สองคือข้อมูลเชิงคุณภาพที่มาจากเครือข่ายเทรนเซ็ตเตอร์ทั่วโลกของมายด์แชร์ (Mindshare’s Global Scout Network) ใน 38 เมืองทั่วโลก
      
       หัวหน้าการทำวิจัยฉบับนี้ของมายด์แชร์ แคทเทอรีน วิลเลี่ยม ระบุว่า หลักของงานวิจัยฉบับแรกนี้มาจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่าในบางครั้งธุรกิจที่อยากประสบความสำเร็จต้องหมั่นที่จะเรียนรู้จากมุมมองด้านอื่นบาง กล่าวคือ บริษัทระดับใหญ่สามารถเรียนรู้จากนักลงทุน Gen Yที่ว่องไวและมีความคิดสร้างสรรค์ได้
      
       ขณะที่ ปัทมวรรณ สถาพร หัวหน้าฝ่ายวางแผนธุรกิจ มายด์แชร์ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “รายงานฉบับนี้ได้ระบุกระแสการทำธุรกิจทั่วโลกที่ไม่ซ้ำกันถึง 14 กระแส โดยมี Gen Y ที่อายุระหว่าง 16 ถึง 29 ปี ซึ่งเกิดระหว่างพ.ศ. 2525 -2538 เป็นผู้บุกเบิกและบริหารจนประสบความสำเร็จในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง โดยกลุ่ม Gen - Y ในประเทศไทยนั้นมีส่วนอย่างมากต่อแนวคิดและกระแสแนวโน้มของผู้ประกอบการทั่วโลก”
  

ตัวอย่างหุ้น Leader Stock กรณี Classic บริษัท Apple

ถ้าเราค้นพบบริษัทที่สามารถทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง และ % เติบโตสูงมาก การที่เราซื้อตอน PE สูงๆ ก็อาจจะยังไม่สายไป ถ้ามันเพิ่งเป็นช่วงแรกๆของการเติบโต

จากรูป ช่วงปี 2006 หุ้น Apple ตอนที่เกิด Breakout ที่ราคา 70.1$ PE ณ ตอนนั้นคือ 32 เท่า ถือว่าสูง
แต่หุ้นก็ยังสามารถขึ้นไปจาก 70$ ไปจนถึง 180$ (ขึ้นมา 157%) ก่อนที่จะตกลงมาแรงเหลือราวๆ 90$ เพราะเกิดวิกฤต 2008
แต่ให้สังเกตที่ EPS Growth ของบริษัท ตั้งแต่ปี 2006 - 2012 จะเห็.นว่ากำไรโตมากๆ (EPS โตจาก 2.27$ เป็น 27.68$)
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้นของ Apple ก็ยังสามารถเพิ่มขึ้นทำ New High ไปได้เรื่อยๆ หลังจากผ่านวิกฤต 2008
พอมาปี 2011 หุ้น Apple ตอนจุด Breakout ที่ราคา 427.85 $
PE กลับเหลือแค่ 12 เท่า ทั้งๆที่หุ้นขึ้นมาถึง 510% จากปี 2006
Case ของ Apple ผมคิดว่า การที่เราจะเจอบริษัทที่ EPS โตได้มากมายขนาดนี้ คงจะหายากหน่อย (ไม่นับหุ้น cycle, commodity)
ถ้าจะเอาเป็นหุ้นไทยใกล้ๆตัว ที่ผมนึกออกและเห็นชัดๆก็กลุ่มค้าปลีก CPALL MAKRO HMPRO, หุ้นอาหารยอดนิยมอย่าง CPF, หรือหุ้นเล็กอย่าง JUBILE พวกนี้กำไรโตค่อนข้างดีและยั่งยืน ไม่สวิงมาก ราคาหุ้นก็ขึ้นมาหลายเด้งทุกตัว และเทรดกันที่ PE สูงตลอดเวลา (ยกเว้นเกิดวิกฤตแรงๆ)
หรือพวกหุ้น Blue Chip อย่าง PTT ที่ขึ้นมาจาก IPO 30 บาท จนปัจจุบัน 300 กว่า ก็เพราะ EPS Growth เช่นกันครับ แต่ข้อเสียของ Blue Chip คือโอกาสที่กำไรจะโตมากๆค่อนข้างยากแล้ว เพราะฐานกำไรที่ใหญ่ ทำให้บริษัทพวกนี้มักจะหาทางโตด้วยการซื้อกิจการแทน
ดังนั้น ถ้าเราสามารถขุดเจอหุ้นที่มีแนวโน้มดีมาก ก่อนที่มันจะกลายเป็น Blue Chip ได้ก็ยิ่งดีครับ เพราะแสดงว่าเีราเจอบริษัทนี้ ณ ช่วงแรกๆของการเติบโตเลย
"มองหาหุ้นสุดยอด มองหา *Sustainable Strong Sale & Earning Growth* "

บทความจาก  ลงทุน หุ้น www.sarut-homesite.net
http://on.fb.me/IkfU0L
 


ฟองสบู่ทะเลใต้


ในช่วงที่หุ้นปรับตัวขึ้นเป็น "กระทิง" นั้น หลายคนก็กลัวว่าภาวะตลาดหุ้นจะกลายเป็น “ฟองสบู่” นั่นก็คือ หุ้นมีราคาแพง “เกินพื้นฐาน” ไปมาก
ในช่วงที่หุ้นปรับตัวขึ้นเป็น "กระทิง" นั้น หลายคนก็กลัวว่าภาวะตลาดหุ้นจะกลายเป็น “ฟองสบู่” นั่นก็คือ หุ้นมีราคาแพง “เกินพื้นฐาน” ไปมาก
ราคาหุ้นขึ้นไปเพราะผลจากแรง  “เก็งกำไร”  และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง  ในไม่ช้าราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงมาอย่างแรง   เหมือนกับฟองสบู่ที่แตก   ผมคงไม่บอกว่าภาวะปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยเป็นฟองสบู่หรือไม่   แต่อยากจะเล่า “ประวัติ”  หรือที่มาของภาวะฟองสบู่ที่สำคัญของโลกเหตุการณ์หนึ่งนั่นก็คือ  “South Sea Bubble”  หรืออาจจะแปลเป็นไทยว่า  “ฟองสบู่ทะเลใต้”
 

ฟองสบู่ทะเลใต้นั้น  เกิดขึ้นในช่วงปี 1720 หรือประมาณ 300 ปีมาแล้วในอังกฤษ  นี่คือเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นของบริษัท South Sea ของอังกฤษถูก  “ปั่น” ขึ้นไปสูงมาก  ปริมาณการซื้อขายสูงมาก  ขนาดหรือมูลค่าหุ้นในตลาดใหญ่มาก  และคนที่เข้าไปซื้อขายหุ้นมีจำนวนมหาศาลทั้งที่เป็นชาวบ้านและคนชั้นสูงที่มีชื่อเสียงของประเทศ  ความคึกคักของการซื้อขายหุ้น South Sea มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นในอังกฤษและทั่วโลกปรับตัวขึ้นและกลายเป็นฟองสบู่ไปด้วย  และแน่นอน  เมื่อ  “ฟองสบู่แตก” ความเสียหายก็มหาศาลเช่นเดียวกัน   มาดูกันว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร
 

บริษัท South Sea Company ที่ต่อไปนี้ผมจะใช้ชื่อย่อว่า SSC ก่อตั้งขึ้นในปี 1711 โดยผู้ก่อตั้งนั้นมีหลายคน ซึ่งรวมถึง รมว.คลังของอังกฤษในช่วงนั้นด้วย บริษัทถูกตั้งขึ้นเพื่อที่จะช่วยหาเงินมาอุดหนุนหรือหาเงินมาแก้ปัญหาหนี้สินของรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาก อันเป็นผลจากการที่อังกฤษทำสงครามกับสเปน โดยหลักการก็คือ บริษัทจะซื้อพันธบัตรและหนี้สินระยะสั้นของรัฐบาลมาแปลงเป็นระยะยาวรวมถึงการลดดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายด้วย ในขณะเดียวกัน  รัฐบาลก็ตอบแทนโดยการอนุมัติให้บริษัทผูกขาดการค้าขายกับอาณานิคมในอเมริกาใต้ที่อยู่ที่ “ทะเลใต้” ของสเปน

" จิม โรเจอร์ " นักผจญภัยแห่งตลาดทุนและเซียนสินค้าโภคภัณฑ์


ถ้าเอ่ยถึงชื่อ วอเรน บัฟเฟตต์ ย่อมเป็นที่รู้จักกันดีในวงการตลาดหุ้นทั่วโลก แต่สำหรับในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผู้ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนนึงในปัจุบัน คงหนีไม่พ้นบุรุษนามว่า จิม โรเจอร์ส!!!!
(เพิ่มเติม ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ คือ ตลาดสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง น้ำตาล โกโก้ ข้าวสาลี ฯลฯ ตลาดสินค้าพลังงาน โลหะ ทองคำ นอกจากนี้โรเจอร์ยังให้ความสนใจในตลาดค่าเงิน ซึ่งถือเป็นตลาดเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก)
โรเจอร์ได้รู้จักและหลุดเข้ามาสู่โลกเเห่งการเทรดโดยบังเอิญ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ค้นพบว่าตัวเองมีความหลงไหลในการเทรดอย่างมาก จนเขาถึงกับกล่าวว่า "ตลาดหุ้นเเละตลาดการเงิน พร้อมที่จะจ่ายรางวัลตอบเเทนอย่างมหาศาลให้กับคนที่สามารถรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้างในตลาด ซึ่งเขา พร้อมที่จะไขปัญหานั้นเเม้ว่าจะต้องทำงานให้เเบบฟรีๆ ก็ตาม เพราะเขาชอบความตื่นเต้นเเละความท้าทาย"
โรเจอร์ได้กลับเข้าไปเรียนที่ Oxford เพิ่มเติมอีก 2 ปี โดยเน้นด้าน ปรัชญา เเละก็เศรษฐศาสตร์ เขาจะใช้เวลาว่างที่มีในการอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ นิตรสารทางการเงิน เขาฝันว่า ในวันหนึ่งเขาจะเป็น "Gnomes of Zürich" ซึ่งหมายความว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการลงทุนเเละการเก็งกำไรขั้นสุดยอด
ในปี 1980 จิม โรเจอร์กับ จอร์ส โซรอสได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน Quantum Fund ซึ่งกองทุนดังกล่าวนั้นสามารถสร้างผลตอบเเทนการลงทุนให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล ถึงกว่า 42 เท่า หรือ 4,000% ภายในระยะเวลา 10 ปี ในขณะที่ผลตอบเเทนจากการลงทุนใน S&P 500 ได้เเค่เพียง 47% และนั่นทำให้เขามีชื่อเสียงอย่างมากในวงการเงินทันที
โรเจอร์กล่าวว่า "ทุกๆวัน เวลาที่เขาตื่นมาตอนเช้า ไม่มีอะไรที่จะทำให้ เขามีความตื่นเต้น เเละมีความสุขอย่างมากได้เหมือนกับตลาดการเงิน" การทำงานเป็นเทรดเดอร์เหมือนการเล่นเกมส์ต่อปริศนา ที่ทุกๆวันจะมีเกมส์ใหม่ๆออกมาให้เราเล่นเสมอๆ เป็นที่สุดของความสนุกสำหรับเขา
 

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

เล่นหุ้นเหมือนทำธุรกิจ


แนวคิดอย่างหนึ่งที่ผมยึดติดเสมอเวลาเลือกซื้อหุ้นก็คือ  “ให้เลือกซื้อหุ้น เหมือนกับเลือกซื้อธุรกิจ”

สมมติว่า มีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนเราร่วมหุ้นกันเปิดร้านอาหาร เราเองก็คงต้องดูอย่างละเอียดว่า เพื่อนคนนี้เป็นยังไง เก่งมั๊ย ไว้ใจได้มั๊ย ตัวร้านอาหารก็คงต้องดูว่า ตั้งอยู่ที่ไหน คนจะเข้ามากินเยอะมั๊ย อาหารรสชาติเป็นยังไง ที่สำคัญ กำไรที่คาดว่าจะได้คือเท่าไหร่ แล้วเทียบกับเงินที่ลงทุนไปคุ้มมั๊ย ฯลฯ
คำถามพวกนี้ เป็นคำถามที่คล้ายๆกันในการเลือกซื้อหุ้นของผม
สมมติว่า มีคนแนะนำหุ้นมาตัวนึง
ผมก็จะลองพยายามหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจ

ธุรกิจทำอะไร แนวโน้มเป็นอย่างไร บริษัทมีจุดแข็งอะไรบ้าง มีจุดอ่อนอะไรบ้าง
ตัวบริษัทมีฐานะทางการเงินเป็นอย่างไร หนี้เยอะไปมั๊ย ถ้ายอดขายตกบริษัทจะอยู่รอดได้มั๊ย
ผู้บริหารเป็นใคร เก่งรึเปล่า ผลงานย้อนหลัง และที่สำคัญที่สุดซื่อสัตย์รึเปล่า
สุดท้าย ธุรกิจกำไรเท่าไหร่ และกำไรจะโตต่อรึเปล่า ด้วยอัตราการเติบโตประมาณเท่าไหร่
ราคาจะต้องถูก เมื่อเทียบกับคุณภาพ
ถ้าสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ครบถ้วน การซื้อหุ้นก็จะเป็นการลงทุนอย่างถูกวิธี โอกาสขาดทุนจะต่ำกว่าการลงทุนโดยหวังเพียงแค่ว่าราคาจะขึ้น

ทีนี้ข้อมูลต่างๆที่จะเอามาตอบคำถามข้างต้นจะหามาจากไหนละครับ
อันนี้ไม่ยากเลย ตอนนี้ข้อมูลเกือบทุกอย่างสามารถหาได้บน internet แล้ว และค่อนข้างจะครบถ้วนซะด้วย เพียงแต่ต้องรู้ว่าจะหามาจากไหน

ตัวแรกที่ควรอ่านเป็นอย่างยิ่งเลยก็คือ 56-1 เป็นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ค่อนข้างครบถ้วนที่สุด
ใน 56-1 จะพูดถึง ตัวบริษัท ธุรกิจที่ดำเนิน การตลาด ความเสี่ยงของธุรกิจ งบการเงิน ฯลฯ โดยเข้าไปดูได้ที่เวปของ กลต. เลือกชื่อย่อของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ แล้วเลือกหุ้นที่สนใจแล้วจัดการ Load มาอ่านกันตามสบายเลยครับ

บทความจาก
เล่นหุ้นเหมือนทำธุรกิจ
Yoyo’s Value Investing Way
สันติ สิงหวังชา

อ่านใจ!'โมเบียส'แบบเต็มๆกับเหตุผลชูหุ้น'แบงก์-พลังงาน'




'โมเบียส'ชูหุ้นแบงก์-พลังงานเด่น ยกตลาดเกิดใหม่-ไทยน่าลงทุนที่สุด 3 ปีพม่าน่าสนใจเข้าไปลงทุน 3 ภาค'พลังงาน- การผลิตท้องถิ่น-การบริโภค'

นายมาร์ค โมเบียส ประธานบริหารเทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ ให้ข้อมูลภายหลังการนำเสนอเรื่อง “ผจญภัยการลงทุนไปกับ มาร์ค โมเบียส ในตลาดเกิดใหม่” ซึ่งจัดโดย บลจ.กรุงศรี เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.) ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นเกิดใหม่ในระยะ 5-10 ปีที่ผ่านมาให้ผลประกอบการโดดเด่นค่อนข้างดีกว่าตลาดสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลก และช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระหว่างปี 2550 จนถึงต้นปี 2555 พบว่าตลาดหุ้นละตินอเมริกาให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่อื่นโดยรวม

 ทั้งนี้ นายโมเบียส เจาะจงว่า ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่กว่า 40 ประเทศนั้นเขามองตลาดแนวหน้า (frontier markets) ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออกและเอเชียหลายแห่งโดดเด่นดึงดูดใจมากที่สุด ประกอบด้วย ไนจีเรีย, เวียดนาม, คาซัคสถาน, ยูเครน, เคนยา, กานา, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, อียิปต์และโรมาเนีย

 สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้นเขายังให้น้ำหนักลงทุนอย่างมากและเขาขอเป็นนักลงทุนระยะยาว ซึ่งแม้ต้องคอยตอบคำถามลูกค้าทั้งในยุโรปและสหรัฐเกี่ยวกับปัญหามากมายเกิดขึ้นในไทย และมีแต่ข่าวร้ายมากมายออกมาให้เห็น แต่กองทุนของเขายังลงทุนต่อไปหลังจากลงทุนในไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว
 นายโมเบียส อธิบายว่า คนไทยทำงานหนักสามารถผ่านพ้นช่วงแห่งความยากลำบากมาได้ตลอด บริษัทไทยทำธุรกิจได้ดีมาก ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด ไม่ว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก การเมืองไม่แน่นอน แต่ไทยยังไปได้ดีเขาจึงยังลงทุนระยะยาวในไทยต่อไป และแม้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นไปมากแล้ว แต่กองทุนของเขายังมองตลาดหุ้นไทยแง่ดี และคาดว่าปีนี้ ผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นจะมากกว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก 2 เท่า

 “เราคึกคักกับการลงทุนในหุ้นไทย โดยกลุ่มแบงก์กับพลังงานเป็นหุ้น 2 กลุ่มน่าสนใจ พิจารณาจากไทย มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รายได้ประชากรขยายตัว และผู้คนบริโภคมากขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยง สำหรับตลาดหุ้นไทย อาจขึ้นอยู่กับเพื่อนบ้าน เช่นเศรษฐกิจจีนไม่ดี หรือ กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงไม่เติบโตไปตามแนวโน้มการค้าเพิ่มขึ้น แต่ผมเชื่อว่าความเสี่ยงดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้น และอาเซียนน่าจะโตได้อีก”

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ไม่มีคำว่าสาย


เรื่องการลงทุนในหุ้น นักวิชาการจำนวนมากมักบอกว่า เป็นเรื่อง "เสี่ยง" กว่าการลงทุนในพันธบัตร เงินฝากธนาคาร หุ้นกู้

เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด เงินต้นยัง "อยู่ครบ" พร้อมกับดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอน และหุ้นยังถูกมองว่ามีความเสี่ยงกว่าที่ดิน หรือทองคำในสายตาของคนทั่วไป ในแง่ที่ว่าทั้งสองอย่าง "จับต้องได้และไม่สึกหรอ" และรักษาคุณค่าได้เสมอ ราคาทองคำและที่ดินมีแต่จะ "เพิ่มขึ้น" แม้ช่วงหลังราคาทองคำอาจ "ปรับตัวลงบ้าง" ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้ว "ไม่เสี่ยง"  ผิดกับหุ้นที่ราคาขึ้นลงทุกวัน หุ้นบางตัว ราคาตกลงไปมากในเวลาสั้นๆ จนแทบจะหมดค่า และหุ้นสำหรับบางคนเหมือนกับ "กระดาษ" ที่ราคาขึ้นลงได้รวดเร็ว บางครั้งขึ้นไปหลายเท่าได้ในเวลาอันสั้น แต่บางครั้งตกลงมาได้มากมาย แทบจะไม่มีค่าเหมือน "กระดาษ" ดังนั้น หุ้นจึงเป็นอะไรที่ "เสี่ยงมาก"
 
นี่เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงในบางมิติ คือ โดยอิงอยู่กับการลงทุน "ระยะสั้น" และเป็นการมองทรัพย์สินหรือหุ้นเป็น "รายตัว" แต่ถ้ามองการลงทุนเป็น "ระยะยาว" และลงทุนในทรัพย์สิน หรือหุ้นเป็นแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" หรือกระจายการลงทุนโดยการถือทรัพย์สินหรือหุ้นเป็นกลุ่ม ความเสี่ยงก็จะเปลี่ยนแปลงไปสิ้นเชิง เหตุผลสำคัญ คือ ในระยะยาว มิติสำคัญ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่ง คือ "อัตราเงินเฟ้อ" เพราะจะทำให้เงินมีค่าลดลง แม้เม็ดเงินยังอยู่ครบ ตัวอย่างเช่น อีก 20 ปีข้างหน้าเงินเฟ้อเท่ากับปีละ 3% แต่เงินลงทุนของเราได้ผลตอบแทนปีละ 2%  เมื่อครบ 20 ปี เงินลงทุนโตขึ้นจาก 100 บาท  เป็น  149 บาท  แต่วันนั้นสินค้าจะขึ้นราคาจาก 100 บาท  เป็น 181 บาท  ทำให้เรา "ขาดทุน" 32 บาท หรือซื้อของได้น้อยลง 18% และนี่คือความเสี่ยงของการถือทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่ แต่ไม่เติบโต หรือเติบโตช้ากว่าเงินเฟ้อในระยะยาว
 
มิติการลงทุนแบบ "พอร์ตโฟลิโอ" ช่วยให้การลงทุน "ผันผวน" น้อยลงมากทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมองได้ไม่ชัด แต่การลงทุนในหุ้น ถ้าเราลงทุนหุ้นเพียงตัวเดียว ความเสี่ยงจะสูงมาก เพราะหุ้นตัวนั้นอาจประสบปัญหารุนแรงได้  กิจการอาจจะเจ๊งไป และทำให้ราคาหุ้นกลายเป็นศูนย์ แต่ถ้าถือหุ้นหลายๆ ตัว โอกาสที่ทุกกิจการจะล้มละลายมีน้อยมาก ราคาหุ้นก็จะคละเคล้ากันไป บางตัวดี บางตัวอาจไม่ค่อยดี แต่โดยรวมราคาหุ้นจะเปลี่ยนไม่มาก ในระยะสั้น  แม้เราถือหุ้นในพอร์ตหลายๆ ตัว หรือถือกองทุนรวมที่มีหุ้นจำนวนมาก มูลค่าหุ้นอาจลดลงได้เพราะปัจจัยร้อยแปด แต่ระยะยาว มูลค่าหุ้นโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเรื่อย และถ้าเราถือหุ้นได้ถึง 20 ปี  โอกาสที่มูลค่าหุ้นจะลดลงน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสหุ้นจะขึ้นไปสูงมีมาก โดยเฉลี่ยแล้ว ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 10% ต่อปี เงิน  100 บาทกลายเป็น 673 บาทในเวลา 20 ปี  เทียบกับการฝากเงินที่เราจะได้ 149 บาทแล้ว  ต้องบอกว่าการลงทุนในหุ้น ดีกว่ามากถ้ามีเวลาลงทุนถึง 20 ปี หรือลงทุนระยะยาว