หุ้นกับคน มีอะไรเหมือนกันอยู่มาก ที่จริงบริษัทก็คือองค์กร ที่ประกอบไปด้วยคนหลายคนมารวมกันเพื่อทำธุรกิจ บริษัทเล็กอาจมีคนไม่กี่คน
บริษัทเล็กที่สุดอาจจะมีเพียงคนเดียว และคนคนหนึ่ง อาจจะเหมือนกับบริษัทเล็กที่สุดที่ "ดำเนินธุรกิจ" และมีรายได้ และมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ก็คือบริษัทที่มีกำไร ซึ่งในที่สุดก็จ่ายปันผลที่เป็นเงินสด ให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น คนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ "จำเป็น" ในชีวิตประจำวันก็จะมีเงินเหลือ ซึ่งอาจจะถือว่าเป็น "กำไร" ที่ในที่สุดเจ้าตัวก็เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้ เหมือนกับ"ปันผล" ให้ตัวเอง ดังนั้นบริษัทหรือคนก็เหมือนกันตรงที่ต่างก็สามารถสร้างเงินสดให้กับเจ้าของได้เรื่อยๆ
บริษัทหรือหุ้นที่มีกำไร และจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน และเพิ่มหรือโตขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นหุ้นที่ดีเติบโตและจะมีคุณค่ามาก เราสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงได้ เช่น ถ้ากำไรปีละ 1 บาทต่อหุ้น เราอาจบอกว่ามีค่าหุ้นละ 25 บาท หรือเรียกว่ามีค่า PE 25 เท่า ถ้าคนๆ หนึ่ง มีรายได้หลังหักค่ากินอยู่ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแล้ว เขามีเงินเหลือปีละหนึ่งแสนบาท เราอาจตีว่าคนๆ นี้มีมูลค่าคิดเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท ถ้าเราให้ค่า PE เขาเท่ากับ 25 เท่า แต่มูลค่านี้ไม่สามารถซื้อขายได้ เพราะคนไม่สามารถซื้อขายได้ คนที่เป็นเจ้าของคนๆ นี้ ก็คือตัวเขาเอง และไม่สามารถเอาไปขายให้ใครได้
ความจริงที่ว่า ตัวเราเหมือนกับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ และที่จริงสามารถคำนวณได้ว่ามีค่าเท่าไร ทำให้คิดว่าการวางแผนทางการเงินที่นักวิชาการ หรือนักวางแผนทางการเงินกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เหตุผลเพราะว่าเราทุกคนจะมี "หุ้น" อีกตัวหนึ่ง ที่ติดอยู่กับตัวเราเสมอ และขายไม่ได้ หุ้นตัวนี้อาจมีค่ามากเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น หรือทรัพย์สินอย่างอื่น อาจมีค่าคิดเป็นเม็ดเงิน หรือความมั่งคั่งมากมหาศาล หรืออาจมีค่าไม่มาก เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น เราอาจจะไม่รู้ เพราะไม่เคยคิดถึงเลย
บางทีเราอาจไม่ตระหนักว่ามีอยู่ หรือแม้แต่ว่าเรารู้แล้วว่าเรามี "หุ้นตัวเรา" อยู่ เพราะเราอ่านบทความนี้ แต่ก็เป็นหุ้นที่ไม่มีราคาซื้อขาย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ลองคิดว่ามูลค่า "หุ้นตัวเรา" เท่ากับเท่าไร แล้วเราจะทำอะไรกับมัน เราจะ"จัดพอร์ต" หุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอื่นอย่างไร?






